
ภาพถ่ายจากมุมสูงรอบบ่อขยะซึ่งถูกน้ำท่วมในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ปรากฎให้เห็นคราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันลอยบนผิวน้ำเป็นทางยาวไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดข้อกังวลและความวิตกถึงผลกระทบ อีกทั้งทิศทางไหลของน้ำเปื้อนคราบน้ำมันยังจะต้องผ่านชุมชนบ้านสระมะเขือ บ้านคู้ลำพัน และบ้านโคกวัด ในอำเภอศรีมโหสถ และมีแนวโน้มไหลมุ่งหน้าตรงเข้าสู่ทุ่งบางพรวง ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมและอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี
ข้อมูลและภาพที่ปรากฏถูกองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งออกมาระบุว่า บ่อฝังกลบกากเป็นของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการ 2 ประเภท ได้แก่ ใบอนุญาตลำดับที่ 105 คือคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว และใบอนุญาตลำดับที่ 106 คือการนำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วหรือสารทำละลาย (Solvents) มาผ่านกรรมวิธีเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทนและเชื้อเพลิงผสม
ชาวอำเภอศรีมหาโพธิ์และชาวอำเภอศรีมโหสถเห็นตรงกันว่า แม้ภาพถ่ายยังไม่ยืนยันว่าน้ำปนเปื้อนสารพิษชนิดใด และขอบเขตการปนเปื้อนขยายวงกว้างไกลแค่ไหน หรือจะสามารถระบุความรับผิดทางนิติวิทยาศาสตร์ได้ 100% แต่จากภาพที่ปรากฏหน่วยงานรัฐไม่ควรมองข้ามหรือใช้เป็นเหตุผลในการผัดผ่อน เพราะทิศทางการน้ำไหลไปจุดไหน มลพิษและความเสียหายย่อมขยายวงตามไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรต้องเร่งส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำและดินตะกอนโดยรอบพื้นที่ เพื่อนำไปวิเคราะห์ชนิดสารปนเปื้อน พร้อมตรวจสอบเส้นทางการไหลของมวลน้ำ เพื่อกำหนดแนวสกัดกั้นมลพิษไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมและระบบประปาชุมชน
"ที่สำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลผลการตรวจต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ปลายน้ำทราบข้อเท็จจริงและมีแนวทางในการป้องกันตัวเองได้อย่างถูกต้องทันท่วงที เพราะจุดที่พบน้ำเป็นโรงงานประกอบกิจการทั้งบ่อฝังกลบและสารเคมีกลุ่มไฮโดรคาร์บอน ที่หากระบบคันกั้นน้ำ บ่อกักเก็บน้ำชะขยะ หรือระบบบำบัดน้ำเสียไม่มีประสิทธิภาพรองรับมวลน้ำหลาก ความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่โรงงาน แต่จะกลายเป็นการแพร่กระจายสารพิษสู่ระบบนิเวศเป็นวงกว้าง กรมโรงงานฯผู้รับผิดชอบโดยตรงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบโครงสร้างความมั่นคงของคันดินและบ่อพักน้ำชะขยะทันที หากพบความบกพร่องต้องบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อสั่งควบคุมและแก้ไขทันที ไม่ควรปล่อยให้ชาวบ้านต้องแบกรับความเสี่ยง" ชาวบ้านในพื้นที่แสดงความกังวล
ชาวสระบุรีบางส่วนเรียกร้องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้บรรทัดฐานการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เหมือนที่เคยใช้อำนาจตาม มาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ออกคำสั่งให้ผู้ประกอบการในจังหวัดสระบุรีหยุดดำเนินการส่วนที่มีปัญหาได้โดยเร็ว โดยใช้เพียงเหตุผลเรื่องการพบข้อบกพร่องด้านการจัดการน้ำชะขยะและระบบระบายน้ำ ขณะที่เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดปราจีนบุรี ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากเจ้าหน้าที่ของกรมโรงงานฯหรือเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานอื่นใดเลย โดยเฉพาะการชี้แจงว่ากำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่หรือไม่ หากตรวจพบจะดำเนินการตามกฎหมายเมื่อใด เพราะเห็นว่าประชาชนในทุกพื้นที่ควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนและได้เห็นการบังคับใช้กฎเกณฑ์อย่างเร่งด่วนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกพื้นที่ และเห็นว่าในยามเกิดภัยพิบัติ "น้ำไม่เคยหยุดรอหนังสือราชการ และชาวบ้านก็ไม่ควรต้องรอจนเกิดความเสียหายก่อนที่จะได้รับการป้องกัน"
"หากไม่เร่งดำเนินการแล้วเกิดผลเสียหายในภายหลัง กรมโรงงานอุตสาหรรมในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรง อาจถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้"
Advertisement