
คืบหน้า จากภารกิจตามหาญาติให้กับ คุณตาสำรวย หงษ์คำ อายุ 78 ปี ชายชราที่ใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดภูเก็ตมายาวนาน หลังเดินทางออกจากบ้านเกิดจังหวัดยโสธรตั้งแต่อายุประมาณ 10 ปี ภายหลังเรียนจบชั้น ป.4 และขาดการติดต่อกับครอบครัวมานานหลายสิบปี ล่าสุดเกิดเรื่องราวสุดประทับใจ เมื่อทีมข่าวสามารถประสานสายเลือดของคุณตาสำรวยจนได้พูดคุยกับ นายสุพจน์ หงษ์คำ น้องชายแท้ ๆ ซึ่งอาศัยอยู่ที่ ต.กุดชุม อ.กุดชุม จ.ยโสธร
วันนี้ 24 กันยายน 2569 ทีมข่าวเดินทางไปพบคุณตาสำรวย หงษ์คำ ที่บ้านในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ก่อนจะต่อสายโทรศัพท์ไปยังจังหวัดยโสธร เพื่อให้คุณตาสำรวยได้พูดคุยกับนายสุพจน์ น้องชายร่วมสายเลือด
ทันทีที่ได้พูดคุยกัน คุณตาสำรวยเปิดใจว่า คิดถึงบ้านและอยากกลับไปจังหวัดยโสธร แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถเดินทางกลับได้ เนื่องจากอายุมาก สุขภาพไม่แข็งแรง และที่สำคัญไม่มีเงินสำหรับเดินทาง เพราะไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้เพียงพอที่จะเดินทางกลับบ้านเกิด
ปลายสายที่จังหวัดยโสธรคือ นายสุพจน์ หงษ์คำ น้องชายแท้ ๆ ของคุณตาสำรวย ซึ่งเมื่อได้พูดคุยกับพี่ชาย ต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีใจและคิดถึงกัน หลังจากไม่ได้พบหน้ากันมานานหลายสิบปี
นายสุพจน์เล่าว่า ที่ผ่านมาไม่มีช่องทางติดต่อพี่ชาย จนเวลาผ่านไปหลายสิบปี ทำให้ครอบครัวเคยคิดว่าพี่ชายอาจเสียชีวิตไปแล้ว เพราะไม่ได้พบหรือได้รับข่าวคราวกันมาเป็นเวลานาน
โดยครั้งสุดท้ายที่พี่น้องได้พบหน้ากันนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่นายสุพจน์เพิ่งแต่งงานใหม่ ๆ และภรรยากำลังตั้งครรภ์ กระทั่งเวลาผ่านมาจนถึงวันนี้ ลูกชายของนายสุพจน์มีอายุถึง 41 ปีแล้ว การได้ยินเสียงพี่ชายอีกครั้งจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างมากสำหรับครอบครัว หลังจากเชื่อว่าพี่ชายอาจจากโลกนี้ไปแล้ว
นายสุพจน์ยังบอกกับพี่ชายว่า หากคุณตาสำรวยสามารถเดินทางกลับมายังจังหวัดยโสธร และสามารถดำเนินการเรื่องบัตรประชาชนได้ ตนเองพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พร้อมเปิดบ้านให้พี่ชายกลับมาอาศัยอยู่ด้วย และจะช่วยดูแลพี่ชายร่วมกับครอบครัวต่อไป
ช่วงหนึ่งของการพูดคุย คุณตาสำรวยได้สอบถามถึงพี่น้องทั้งหมดที่เกิดร่วมท้องกันมา โดยครอบครัวมีพี่น้องรวม 8 คน และคุณตาสำรวยเป็นพี่ชายคนโต
สิ่งที่สร้างความประทับใจคือ แม้เวลาจะผ่านมานานหลายสิบปี แต่คุณตาสำรวยยังสามารถจดจำชื่อของน้อง ๆ อีก 7 คนได้
นายสุพจน์จึงเล่าให้พี่ชายฟังว่า ปัจจุบันน้อง ๆ ในครอบครัวได้เสียชีวิตไปแล้วถึง 4 คน เหลือพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงบางส่วน และหากคุณตาสำรวยตัดสินใจกลับบ้าน ทุกคนก็พร้อมต้อนรับกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว
อย่างไรก็ตาม นายสุพจน์ยอมรับตรง ๆ ว่า ครอบครัวเองก็มีข้อจำกัดด้านฐานะและค่าใช้จ่าย เนื่องจากพี่น้องแต่ละคนต่างมีภาระของตัวเอง ทำให้การออกค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางกลับภูมิลำเนาของพี่ชายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนักสำหรับครอบครัว
หลังรับฟังเรื่องราวทั้งหมด ทีมข่าวจึงแจ้งกับนายสุพจน์ว่า เรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับบ้าน ขอให้ครอบครัวอย่าเพิ่งกังวล เพราะทีมข่าวจะพยายามประสานและจัดหาทุนสนับสนุนเพื่อจัดการเรื่องการเดินทาง พาคุณตาสำรวยกลับไปยังบ้านเกิดที่จังหวัดยโสธร
แต่ก่อนเดินทางกลับ ทีมข่าวขอความร่วมมือจากญาติพี่น้องของคุณตาสำรวย ให้ร่วมกันเข้าสู่กระบวนการตรวจ DNA เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดให้เกิดความชัดเจน ก่อนเดินหน้าสู่กระบวนการทำบัตรประชาชนและเอกสารทางราชการของคุณตาสำรวยต่อไป
ขณะเดียวกัน ทีมข่าวในจังหวัดยโสธรจะร่วมเป็นกำลังสำคัญในการติดตามเรื่องดังกล่าว ทั้งการประสานญาติ การตรวจ DNA การดำเนินการด้านเอกสาร และเตรียมความพร้อมหากคุณตาสำรวยสามารถเดินทางกลับบ้านเกิดได้สำเร็จ
จากชายชราวัย 78 ปีที่เคยคิดว่าชีวิตคงไม่มีโอกาสได้กลับบ้านอีกแล้ว วันนี้เสียงจากปลายสายที่จังหวัดยโสธรได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สายเลือดที่ห่างหายกันไปนานหลายสิบปี ยังมีความหมายเสมอ
จากคำว่า “คิดว่าพี่ตายไปแล้ว” วันนี้เปลี่ยนเป็นคำว่า “ถ้าพี่กลับมา บ้านยังรอพี่อยู่”
ภารกิจต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการตามหาญาติอีกแล้ว แต่คือการพา “คุณตาสำรวย” กลับสู่อ้อมกอดครอบครัวที่ยโสธร ให้ได้อีกครั้ง หลังต้องใช้ชีวิตพลัดพรากจากบ้านเกิดมายาวนานเกือบ 7 ทศวรรษ
Advertisement