
นายแพทย์ชยนันท์ สิทธิบุศย์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) และรักษาการผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ เมื่อผู้ใช้หน้าใหม่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ
สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2564 พบผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าอายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณ 7 หมื่นคน (78,742 คน) ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 1 ล้านคน (995,447 คน) ในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ ประกอบกับราคาที่ลดลง โดยพบว่าราคาต่ำสุดเพียง 90 กว่าบาทต่อแท่ง
ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงกลุ่มเยาวชนได้ง่ายขึ้น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของการควบคุมยาสูบในวันนี้ เพราะเมื่อสินค้ามีราคาต่ำ และเข้าถึงง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ การป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นนักสูบหน้าใหม่จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและทำได้ยากยิ่งขึ้น
ขณะที่ “บุหรี่เถื่อน” ก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ เพราะไม่ว่าบุหรี่ธรรมดาหรือบุหรี่ไฟฟ้าต่างก็เป็นสินค้านอกระบบที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย และไร้มาตรฐาน ทำให้การควบคุมการบริโภคยาสูบซับซ้อนขึ้นการปราบปรามจึงไม่ควรมุ่งไปที่สินค้าใดสินค้าหนึ่งเพียงด้านเดียว แต่ต้องบูรณาการทั้งสองด้านควบคู่กัน ซึ่งประเทศไทยมีกลไกควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และอธิบดีกรมควบคุมโรคทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการพร้อมด้วยผู้แทนจากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายในการป้องกันและควบคุมการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ รวมถึงมาตรการด้านภาษี และการปราบปรามบุหรี่เถื่อน ซึ่งได้ถูกบรรจุเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของแผนชาติด้านการควบคุมยาสูบ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐในการจัดการปัญหาอย่างจริงจังและเป็นระบบ
“บุหรี่เถื่อนมีพิษภัยร้ายแรงกว่าบุหรี่ทั่วไป เพราะไม่รู้แหล่งที่มาและอาจปนเปื้อนสารอันตราย ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วบุหรี่มีความเป็นพิษอยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นของเถื่อนก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามีการผสมสารใดเพิ่มเติมหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องให้ความรู้กับเยาวชนและประชาชนว่า บุหรี่ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือเถื่อนต่างก็มีพิษภัย และควรเลิกทั้งสองประเภท”
อีกประเด็นคือ บุหรี่เถื่อนจะทำให้การควบคุมยาสูบมีความลำบากมากขึ้น เพราะเมื่อเราขึ้นภาษีเพื่อให้ลดดีมานด์ (Demand) หรือความต้องการซื้อ ด้วยการเพิ่มราคาบุหรี่ บุหรี่เถื่อนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ฉะนั้น การจัดการต้องทำควบคู่กัน คือ ต้องปราบปรามบุหรี่เถื่อน พร้อมกับควบคุมบุหรี่ที่ถูกกฎหมายไปด้วย และหากสามารถจัดการปัญหาบุหรี่เถื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน รายได้จากการจัดเก็บภาษีบุหรี่มีแนวโน้มลดลง โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่รายงานภาระทางเศรษฐศาสตร์จากโรคที่เกิดจากการบริโภคยาสูบในประเทศไทย พ.ศ. 2567มีตัวเลขมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์รวมจากการบริโภคยาสูบ สูงถึง 352,589 ล้านบาทต่อปี สูงกว่ารายได้ที่รัฐจัดเก็บได้จากภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า โดยค่าใช้จ่ายทางตรงจากภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ เช่น
ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายนอกการแพทย์ อยู่ที่ประมาณ 59,019 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่ได้รวมผลกระทบทางอ้อม เช่น การสูญเสียเวลา ค่าเสียโอกาสจากการขาดงาน รายได้ครัวเรือน และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อยู่ที่ประมาณ 293,569 ล้านบาทต่อปี
“นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เคยวิเคราะห์ว่า อัตราภาษีบุหรี่ที่สูงในระดับหนึ่งสามารถสร้าง “จุดที่เหมาะสม” (optimum point) ซึ่งช่วยให้อัตราการบริโภคลดลง ขณะเดียวกันรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีมาตรการควบคู่ในการปราบปรามบุหรี่เถื่อน เพื่อไม่ให้กลไกภาษีสูญเสียประสิทธิภาพ”
สำหรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ของไทย ปัจจุบันยังเป็นระบบ 2 ระดับ (2 Tier) ซึ่งมีผลต่อการแข่งขันด้านราคา ขณะที่จากการหารือกับกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต มีแนวโน้มที่จะปรับไปสู่ระบบภาษีแบบอัตราเดียว (Single Tier)
ทั้งนี้ นายแพทย์ชยนันท์ ยังเสนอแนวทางการป้องกัน ควบคุมยาสูบ โดยต้องดำเนินการอย่างบูรณาการใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) การสร้างความตระหนักรู้ว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิดล้วนเป็นอันตราย และต้องรู้เท่าทันกลยุทธ์ของธุรกิจยาสูบ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ และเข้าสู่การเสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2) การปราบปรามและสกัดกั้นบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมขยายความร่วมมือไปยังภาคขนส่ง รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ถูกใช้เป็นช่องทางจำหน่ายด้วย และ 3) มาตรการทางกฎหมาย ต้องปรับกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ และสามารถบังคับใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับแนวคิด “บุหรี่ปีเกิด” หรือการกำหนดให้ประชาชนที่เกิดตั้งแต่ปีใดปีหนึ่งเป็นต้นไปไม่สามารถซื้อบุหรี่ได้ เป็นยาแรงที่ต้องการตัดไม่ให้มีการเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่แรก ซึ่งขณะนี้ยังเป็นนโยบายที่อยู่ระหว่างการศึกษา โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำลังพิจารณาความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน
ว่าเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ต้องประเมินอย่างรอบด้านว่าประเทศไทยสามารถดำเนินมาตรการได้มากน้อยแค่ไหน โดยพิจารณาว่าปัจจุบันประเทศไทยปราบปรามบุหรี่เถื่อนได้แล้วหรือยัง รวมถึงการพิจารณาถึงกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เช่น ชาวไร่ยาสูบ จะมีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนหรือไม่ หากยังไม่มีความพร้อม
การดำเนินมาตรการก็อาจสร้างปัญหาตามมา
ปัจจุบันประเทศไทยควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การเสริมสร้างกลไกการดำเนินงาน การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ การบำบัดรักษาผู้เสพติด การควบคุมส่วนประกอบ การสร้างสิ่งแวดล้อม และการจัดการด้านภาษีควบคู่กับการปราบปรามบุหรี่เถื่อน โดยมีกลไกการทำงานทั้งคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับชาติ และระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมสนับสนุนการทำงาน
ทั้งนี้ ในปี 2570 จะมีการสรุปผลการดำเนินงานของแผนชาติฉบับที่ 3 และเริ่มจัดทำแผนชาติฉบับที่ 4 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะต้องให้ความสนใจมากขึ้นคือผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่
นายแพทย์ชยนันท์ ทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาบุหรี่ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อน ไม่อาจจบเพียงการปราบปรามหรือสกัดกั้นการเข้าถึงเท่านั้น แต่ต้องช่วยให้ผู้ที่ติดนิโคตินและต้องการเลิกบุหรี่ เข้าถึงการรักษาได้จริง ซึ่งการใช้ยา ไซทิซีน (Cytisine) จากองค์การเภสัชกรรม (GPO) ที่บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติในกลุ่มยาที่ใช้ช่วยเลิกบุหรี่ ถือเป็นมาตรการด้านการรักษาที่ช่วยให้ผู้ติดนิโคตินเข้าถึงการเลิกบุหรี่ได้จริง โจทย์สำคัญคือประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่ามีช่องทางดังกล่าว ขณะที่ผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่บางประเภทกลับเข้าถึงได้ยากกว่าตัวบุหรี่เอง
“วันนี้บุหรี่สามารถหาซื้อได้ง่าย แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อ แต่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้คนเลิกบุหรี่กลับเข้าถึงได้ยากกว่า หากต้องการลดจำนวนผู้สูบอย่างจริงจัง จึงต้องทำควบคู่กัน ทั้งควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ และทำให้ยาและเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่เข้าถึงได้ง่ายและมีราคาที่เหมาะสม”
Advertisement