
วันที่ 20 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณ เนิน 450 ช่องกระโดน รอยต่อระหว่างช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ กับ อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างถนนชายแดน ล่าสุดถนนได้ทำเชื่อมถึงพื้นที่ช่องสะงำ องภูสิงห์ สุดเส้นทางชายแดน ด้าน อ.บัวเชดแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างบุกเบิกเส้นทางรอง ซอกซอยต่างในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารไทยอย่างเข้มงวด รวมทั้งตรวจตรา เฝ้าระวังวัตถุระเบิดที่ตกค้างและกับดักระเบิดที่อาจมีการวางขึ้นมาใหม่ อย่างเข้มงวดตลอดเส้นทางอีกด้วย แม้ระยะนี้ยังไม่พบว่าทหารกัมพูชาเข้ามาก่อกวน ตั้งแต่ได้มีการเจรจา จนฝ่ายกัมพูชา ยอมกลบคูเลตและรื้อลวดหนามออกไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา หลวงพ่อเยื้อน พร้อมคณะลูกศิษย์ ร่วมกันอัญเชิญพระพุทธรูป ซึ่งเป็นรูปเหมือนพระอินทร์ ขึ้นไปประดิษฐานไว้บริเวณเนิน 450 หรือพื้นที่ที่ชาวบ้านเรียกว่า “บ่อน้ำพระอินทร์” เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนและผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน
การอัญเชิญพระพุทธรูปครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก ทหารกัมพูชากลบคูเลตบริเวณใกล้พื้นที่เนิน 450 ทำให้หลวงพ่อเยื้อนและคณะลูกศิษย์เร่งนำองค์พระขึ้นไปประดิษฐานบนพื้นที่สูง เพื่อให้เป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่
สำหรับ “บ่อน้ำพระอินทร์” มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในอดีตเคยมีพระธุดงค์เดินทางมาปักกลดบริเวณก้อนหินแห่งนี้ แต่ไม่มีน้ำสำหรับใช้และฉันท์ ต่อมาปรากฏว่ามีบ่อน้ำเกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของชื่อ “บ่อน้ำพระอินทร์” ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นความเชื่อและเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา โดยยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยัน
ขณะที่การอัญเชิญองค์พระขึ้นสู่เนิน 450 ต้องใช้รถและเครื่องจักรกลหนัก โดยมีการนำ รถแบ็กโฮ (แม็คโคร) เข้ามาช่วยยกและนำองค์พระขึ้นไปยังพื้นที่ด้านบน เนื่องจากเส้นทางมีความสูงชันและเข้าถึงได้ยาก
บริเวณเนิน 450 เป็นพื้นที่สูง สามารถมองเห็นทัศนียภาพพื้นที่ชายแดนได้อย่างกว้างไกล และในวันที่อากาศเปิดยังสามารถมองเห็นพื้นที่ฝั่งกัมพูชา รวมถึงบริเวณคาสิโนช่องสะงำได้อย่างชัดเจน ทำให้จุดดังกล่าวมีทั้งความสำคัญในด้านพื้นที่ชายแดนและเป็นจุดชมวิวที่มีทัศนียภาพสวยงาม
การประดิษฐานพระพุทธรูปในครั้งนี้ นอกจากเป็นการแสดงออกถึงศรัทธาของหลวงพ่อเยื้อนและคณะลูกศิษย์แล้ว ยังมีเจตนาให้พระพุทธรูปเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา
Advertisement