
จากกรณี อดีตพระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร) หรือ อดีตหลวงพ่อโชติ หรือ นาย อติโชติ อายุ 66 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สร้าง "เหรียญเหนือดวง" หรือ เหรียญยกฐานะ อันโด่งดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางจับกุมตัว ตามหมายจับ พร้อมสีกาคนสนิท ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ ละเว้นโดยมิชอบ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ภายหลังพบพฤติกรรมเบียดบังเงินวัดไปเป็นของตน ก่อนมอบให้สีกาคนสนิทแปลงสภาพความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท พร้อมเปิดภาพกล้องวงจรปิดอือฉาวบนโต๊ะกินข้าวนั้น
วันที่ 10 ก.ย. 69 ที่อาคารมาลีนนท์ นาย ธนัท ชัยวชิระศักดิ์ หรือ “นัท แฟนพันธุ์แท้” เปิดเผยว่า ตนเพิ่งเดินทางไปวัดเมื่อวานนี้ โดยพารุ่นน้องที่มีเรื่องไม่สบายใจและต้องการไปกราบหลวงพ่อโชติ พร้อมเล่าย้อนถึงคนที่ศรัทธาองค์พ่อจตุคามรามเทพ วัดพุทไธศวรรย์ ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญ เพราะเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ขององค์พ่อในภาคกลางพร้อมเปรียบว่า ในสายองค์พ่อจตุคามวิ่งใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เป็นองค์รูปหล่อที่ทุกคนศรัทธาเหมือนเป็นแลนด์มาร์กของความศรัทธาของภาคกลาง
โดยระหว่างที่พูดคุยกัน พระอาจารย์ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับคำว่า “ซวย” และ “รวย” โดยชี้ให้พิจารณาความหมายของคำทั้งสองอย่างรอบคอบ ซึ่งนายธนัทมองว่าเป็นคำสอนที่สามารถนำไปเตือนใจคนได้ จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและขอให้พระอาจารย์พูดคำสอนดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อหวังนำไปเผยแพร่ให้ผู้คนได้คิดและพิจารณาเรื่องความร่ำรวยและความโชคร้าย
นายธนัทกล่าวถึงมูลค่าของวัตถุมงคลในสายดังกล่าวว่า มีมูลค่าสูงมาก โดยเฉพาะรุ่น “เหนือดวงทองคำมาสเตอร์พีซ” ที่จัดสร้างจำนวนเพียงหลักสิบองค์ และปัจจุบันมีราคาซื้อขายแตะระดับ 10 ล้านบาท ขณะที่องค์ทองคำทั่วไปมีมูลค่าราว 3 ล้านบาท ส่วนภาพรวมของมูลค่าพระเครื่องในตลาดนั้น เจ้าตัวประเมินว่าอาจมีมูลค่ารวมมากกว่า 500 ล้านบาท
เมื่อถามว่ากระแสข่าวที่เกิดขึ้นจะกระทบต่อราคาวัตถุมงคลหรือไม่ นายธนัทมองว่า ราคาน่าจะลดลงบ้าง แต่ในอีกมุมหนึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์แรงศรัทธาของผู้สะสม เพราะคนที่เสื่อมศรัทธาหรือรู้สึกไม่สบายใจก็เป็นเรื่องปกติ และไม่สามารถบังคับให้ใครศรัทธาได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยังคงเชื่อว่าองค์พ่อจตุคามรามเทพยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์ และมองว่าการกระทำผิดเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่ควรนำไปเหมารวมกับองค์พ่อหรือศรัทธาของผู้คน
ส่วนกรณีเงินจากการจัดสร้างวัตถุมงคล และเงินที่ประชาชนนำไปทำบุญจะเข้าสู่วัดหรือไม่นั้น นายธนัทยอมรับว่าไม่ทราบรายละเอียด เพราะไม่ได้ใกล้ชิดมากพอที่จะรู้ว่าเงินเข้าไปอย่างไร และมีการบริหารจัดการอย่างไร แต่ยืนยันว่าโดยส่วนตัวเพิ่งเดินทางไปวัด และทำบุญด้วยเงินสดจำนวนหนึ่ง
เมื่อถามถึงข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งทิดโชติ ถือว่าเป็นพระอาจารย์ที่ตนเคารพนับถือ นายธนัชแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจนว่าเสียใจและช็อก เพราะมองพระอาจารย์เสมือนเป็นครูและพ่อ โดยเปรียบเทียบความรู้สึกว่าคล้ายกับคนที่เรารักและเคารพทำผิด จนทำให้เกิดความรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก
นายธนัท เปิดเผยว่า รู้จักพระอาจารย์มาตั้งแต่ปี 2545 รวมระยะเวลา 24 ปี โดยทุกครั้งที่พบกันจะจับขาและพูดว่า “พ่ออย่าสึกนะ พ่ออย่าสึกนะ” ที่ผ่านมาอีกฝ่ายมักตอบกลับว่าไม่มีอะไร ยังเย็นๆ แต่ครั้งล่าสุดกลับพูดถึงปัญหาที่ต้องเผชิญในฐานะเจ้าอาวาส รวมถึงการต้องพบกับพระผู้ใหญ่และเรื่องต่างๆ ที่เข้ามา จนทำให้ต้องพิจารณากันเป็นวันๆ ว่าจะสามารถผ่านเรื่องราวต่างๆ ไปได้หรือไม่
เจ้าตัวยอมรับว่า ในตอนนั้นไม่ได้ถามรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะยังไม่คิดว่าสถานการณ์จะรุนแรงถึงขนาดนี้ และยังคงมีความมั่นใจในพระอาจารย์อย่างมาก โดยเพิ่งถวายเงินทำบุญเป็นหมื่นบาทในวันก่อนเกิดกระแสข่าวด้วยซ้ำ ก่อนที่เช้าวันต่อมาจะได้รับรู้เรื่องราวและรู้สึกช็อกอย่างหนัก
สำหรับประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างสีกาที่ปรากฏในคลิป นายธนัทระบุว่า เคยเห็นหน้าสีกาคนดังกล่าวมาก่อน แต่ไม่เคยถามชื่อ โดยเห็นว่าเข้ามาช่วยงานภายในวัดและบางครั้งนั่งบริเวณจุดรับแขก อย่างไรก็ตาม ไม่เคยสงสัยถึงความสัมพันธ์เป็นพิเศษ เพราะตนเองให้ความสำคัญกับเรื่องศรัทธาเป็นหลัก และไม่เคยคิดว่าจะเกิดเรื่องลักษณะนี้ขึ้น
นายธนัทยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่พบเห็นด้วยตัวเองเมื่อวันก่อนว่า ขณะพระอาจารย์นั่งอยู่บริเวณจุดรับแขก สีกาคนดังกล่าวเดินเข้ามาทางด้านหลัง ก่อนจะขอกุญแจเพื่อเปิดลิ้นชักบางอย่าง จากนั้นพระอาจารย์เป็นผู้เปิดและส่งต่อสิ่งของให้สีกา เจ้าตัวระบุว่า ตอนแรกตั้งใจจะรับของจากพระอาจารย์ไปส่งให้สีกาเอง แต่ทั้งสองคนส่งต่อกันเอง แต่ส่งให้ในลักษณะไม่ได้สัมผัส จึงไม่ได้คิดหรือสงสัยอะไร
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยสงสัยหรือไม่ นายธนัทยืนยันว่า “เป็นศูนย์” เพราะศรัทธาที่มีต่อพระอาจารย์เต็มร้อย และยิ่งศรัทธามาก ความเสียใจก็ยิ่งมาก โดยตนเองเคยช่วยแก้ต่างให้พระอาจารย์มาตลอด เมื่อมีคนพูดถึงในทางไม่ดี
นอกจากนี้ที่ผ่านมาหากมีคนรู้จักหรือคนที่กำลังมีเรื่องทุกข์ใจ ตนมักแนะนำให้เดินทางไปวัด และหากต้องการก็พร้อมพาไป เพราะมองว่าสามารถเข้าถึงพระอาจารย์ได้ง่ายและทำให้คนที่ไปด้วยรู้สึกสบายใจ อีกทั้งที่ผ่านมาเมื่อทางวัดมีงานหรือมีอะไรให้ช่วย ตนก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ช่วงหลังที่มีคนเดินทางไปจำนวนมาก โดยเฉพาะงานไหว้ครูที่มีคนมานับหมื่นคน เจ้าตัวจะหลีกเลี่ยงการเดินทางไป เพราะไม่ต้องการเข้าไปในช่วงที่คนหนาแน่น
ตลอดเวลาที่ผ่านมาหากมีใครพูดถึงหรือกล่าวถึงท่านตน เคยออกมาแก้ต่างให้พระอาจารย์หลายครั้ง โดยมองว่าบางครั้งพฤติกรรมของลูกศิษย์ก็อาจทำให้ภาพลักษณ์ของพระเสียหายได้ แต่พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ยังคงเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พร้อมยอมรับว่าบางเรื่องเกี่ยวกับอิริยาบถหรือพฤติกรรมของพระอาจารย์ที่ถูกวิจารณ์ ตนก็เคยช่วยอธิบายและแก้ต่างให้มาตลอด
“ในวันที่พระอาจารย์เคยทำสิ่งดีๆ ให้ผม ผมไม่เคยลืม แม้หลังจากนี้จะมีเรื่องที่เกิดขึ้นและเป็นความผิดพลาดจากการไม่สามารถยับยั้งกิเลสหรือตัณหาของตัวเองได้ ก็ยังเข้าใจในฐานะมนุษย์ แต่หากได้พบกันอีกครั้ง ก็จะยกมือไหว้ในฐานะผู้ที่วัยวุฒิมากกว่า เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พระอาจารย์ต้องรับผิดชอบและชดใช้ด้วยตัวเอง” นายธนัท กล่าว
นายธนัทยังพูดถึงเรื่องการเดินทางไปทำบุญตามวัดต่างๆ พร้อมเล่าแบบติดตลกว่า หลายครั้งหลังจากไปทำคลิปหรือสนับสนุนวัดไม่นาน ก็มักเกิดข่าวหรือเรื่องบางอย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็นวัดไร่ขิง วัดชูจิตธรรมาราม และวัดพุทธบาทน้ำพุ โดยเฉพาะวัดพุทธบาทน้ำพุ เจ้าตัวเคยนำป้ายมาประชาสัมพันธ์ระหว่างไลฟ์สดและเชิญชวนให้ผู้ที่ต้องการบูชาวัตถุมงคลโอนเงินเข้าวัดโดยตรง รวมถึงเคยทำบุญให้พระที่ตนสนับสนุนเป็นเงินจำนวนมากต่อปี ก่อนจะเกิดประเด็นตามมา พร้อมพูดติดตลกว่า หลังจากเรื่องล่าสุดเกิดขึ้น มีถึง 2 วัดโทรศัพท์เข้ามา และเจ้าตัวถึงกับบอกว่า “มึงไม่ต้องมาวัดกูนะ”
ส่วนกรณีผู้ที่ต้องการนำวัตถุมงคลมาคืน นายธนัทยืนยันว่า หากมีการคืนพระก็พร้อมรับซื้อคืนและคืนเงินให้ แต่ยอมรับว่าตนเองไม่ได้มีเงินจำนวนมากเพียงพอที่จะคืนให้ทุกคนได้ทันที จึงอาจต้องทยอยผ่อนคืน เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยประสบปัญหาถูกโกงและมีภาวะทางการเงินติดขัด โดยยอมรับตรงๆ ว่าเคยนำพระไปจำนำและขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ พร้อมยืนยันว่า หากมีผู้คืนพระมา ตนยังคงตั้งใจคืนเงินให้ทุกคน
เมื่อพูดถึงวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในสายวัดพุทไธศวรรย์ ตลอดช่วงกว่า 24 ปี นายธนัทมองว่ารุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ “เหนือดวง” รองลงมาคือ “คันฉ่อง ผ่าตะวันเหนือดวง” และ “สองแผ่นดิน” ซึ่งเป็นรุ่นแรกปี 46 รวมถึงวัตถุมงคลประเภทเรตที่ใส่มือ ส่วนรุ่นอื่นๆ เจ้าตัวยอมรับว่าจำไม่ได้ทั้งหมด เพราะไม่ได้เล่นพระทุกประเภท
อีกทั้งยังเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการจัดสร้างวัตถุมงคล โดยมองว่าการสร้างพระมีอยู่ 2 เหตุผลหลัก คือ “ศรัทธากับหาเงิน” และตั้งคำถามว่าทำไมเงินจำนวนมหาศาลจากการจัดสร้างพระจึงไม่ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อย้อนกลับไปช่วงโควิด-19 ที่โรงพยาบาลและเตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอ พร้อมเสนอว่า หากนำเงินไปสร้างโรงพยาบาลเพิ่มก็น่าจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก
สำหรับเรื่องความกังวลของประชาชนในการทำบุญกับพระ ตนมองว่า พระสงฆ์ไม่ควรรับเงินอยู่แล้ว และมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนช่องว่างของสังคม พร้อมเสนอว่าหากพระสงฆ์หรือบุคคลที่ร่วมกระทำผิดเกี่ยวกับเงินหรือการทุจริต ควรมีกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจนและลงโทษอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นพระรูปใด ไม่ใช่เฉพาะเจ้าอาวาส รวมถึงผู้ที่ร่วมกระทำผิดด้วย เพื่อให้เกิดกรณีตัวอย่างและสร้างมาตรฐานในการตรวจสอบ
โดยเฉลี่ยตนเดินทางไปวัดหลายครั้ง และแม้จะเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น ก็ยังมองว่าวัดพุทไธสวรรค์เป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทั้งในด้านโบราณสถาน พระประธาน พระอาจารย์หวน เจ้าอาวาสองค์เก่า และองค์พ่อจตุคามรามเทพองค์ดั้งเดิม โดยเห็นว่าวัดมีรายได้จากการทำบุญจำนวนมาก จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องบริหารจัดการเงินให้ดี เพื่อให้เงินเหล่านั้นเกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด นายธนัทฝากถึงผู้ศรัทธาองค์พ่อจตุคามรามเทพและผู้ที่กำลังรู้สึกเสื่อมศรัทธาจากเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ไม่ควรนำความผิดของบุคคลไปผูกกับพระพุทธศาสนาทั้งหมด แต่ควรยึดหลักพระธรรมและการปฏิบัติเป็นสำคัญ
“วันนี้หลายคนอาจเสื่อมศรัทธาจากพฤติกรรมของคนที่เคยนุ่งห่มผ้าเหลือง แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรายึดติดศรัทธาที่ตัวบุคคล ให้ยึดพระธรรมและการปฏิบัติเป็นหลัก บุคคลมีการเปลี่ยนแปลงได้”
ส่วนตัวอยากเห็นวงการพระเครื่องและการสะสมวัตถุมงคลของไทยพัฒนาไปสู่ “ซอฟต์พาวเวอร์” โดยเสนอให้กลุ่มเซียนพระทั่วประเทศร่วมกันสร้างระบบรับซื้อคืนอย่างเป็นธรรม หากมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้สะสมทั่วประเทศเข้าร่วมและมีกติกาเดียวกัน ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ให้ตลาดพระเครื่องไทย และสามารถผลักดันไปสู่ตลาดต่างประเทศได้
พร้อมทิ้งท้ายว่า ควรแยกการไหว้พระออกจากการยึดติดตัวบุคคล เพราะบุคคลมีการเปลี่ยนแปลง แต่หลักธรรมยังคงอยู่
Advertisement