Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
กตช. ชื่นชม ‘เรวัช’ กล้าจุดประเด็นครูพกปืน

กตช. ชื่นชม ‘เรวัช’ กล้าจุดประเด็นครูพกปืน

9 ส.ค. 69
16:13 น.
แชร์

กตช. ชื่นชม ‘เรวัช’ กล้าจุดประเด็นครูพกปืน ดัน ‘อนุทิน-บิ๊กต่าย’ คุมเข้ม-ฟื้นเชื่อมั่นยั่งยืน

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกาอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า หลังเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี มีคำถามหนึ่งดังขึ้นในสังคมไทยอีกครั้ง “ถ้าตำรวจไปไม่ทัน ใครจะปกป้องเด็ก?” คำถามนี้ไม่มีใครควรมองข้าม และเมื่อ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเปิดโอกาสให้ครูสามารถมีอาวุธปืนเพื่อป้องกันเหตุร้ายในโรงเรียนได้ ผมขอชื่นชม พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ที่กล้าเสนอประเด็นซึ่งอาจมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่เป็นข้อเสนอที่มีคุณค่าในแง่ของการกระตุ้นให้สังคมหันกลับมาคิดอย่างจริงจังเรื่องความปลอดภัยของครูและนักเรียน สิ่งที่สำคัญคือ ท่านเรวัชไม่ได้เพียงตั้งคำถามเรื่องอาวุธปืน หากแต่ทำให้สังคมเห็นช่องว่างของ “ช่วงเวลาวิกฤต” ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าถึงพื้นที่ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้กำหนดนโยบายไม่ควรมองข้าม ผมจึงเห็นว่าข้อเสนอของท่านควรถูกนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบระบบความปลอดภัยที่รอบด้านมากขึ้น ทั้งการป้องกันก่อนเกิดเหตุ การควบคุมอาวุธ การเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน การฝึกซ้อม และการดึงภาคประชาชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะบางครั้ง “ข้อเสนอที่ทำให้สังคมถกเถียง” ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “นโยบายที่ทำให้สังคมปลอดภัยขึ้น” ได้เช่นกัน

ข้อเสนอนี้จึงได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว สำหรับผม ผมไม่อยากรีบเริ่มต้นด้วยคำว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” ผมอยากเริ่มต้นด้วยคำว่า “รับฟัง” เพราะไม่ว่าคนในสังคมจะเห็นต่างกันเพียงใด ผมเชื่อว่าจุดตั้งต้นของข้อเสนอคือความห่วงใยต่อชีวิตของครูและนักเรียน และความกังวลต่อ “ช่วงเวลาวิกฤต” ระหว่างนาทีที่เหตุร้ายเริ่มต้น กับนาทีที่ตำรวจเดินทางไปถึง แต่เมื่อเรารับฟังแล้ว ผมคิดว่าเราต้องกล้าตั้งคำถามให้ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่เพียงว่า

“ครูควรมีปืนหรือไม่?” แต่ต้องถามว่า “ประเทศไทยจะสร้างระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้ครูและเด็กต้องเผชิญหน้ากับกระบอกปืนตั้งแต่แรก?” นี่ต่างหากคือโจทย์ที่ผมคิดว่าสำคัญกว่า

ปืนหนึ่งกระบอกของคนร้าย ไม่ควรนำไปสู่คำตอบง่าย ๆ ว่า ต้องมีอีกกระบอกหนึ่ง

โรงเรียนไม่เหมือนสถานที่ทั่วไป ทุกเช้า พ่อแม่จำนวนมหาศาลส่งสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของตนเองผ่านประตูโรงเรียนเข้าไป แล้วฝากความไว้วางใจไว้กับครูและระบบของรัฐว่า ลูกของเขาจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ดังนั้น การนำอาวุธปืนเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของเด็ก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านการป้องกันตัวหรือป้องกันเหตุร้าย จำเป็นต้องคิดอย่างละเอียดที่สุด ใครเป็นผู้ถือ? ใครเป็นผู้อนุญาต? ฝึกมากเพียงใด? เก็บอาวุธอย่างไร? หากเด็กเข้าถึงอาวุธจะทำอย่างไร? หากเกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ใครจะรับผิดชอบ? และหากตำรวจเข้าถึงพื้นที่แล้วพบคนหลายคนถืออาวุธ จะสามารถแยกผู้ก่อเหตุกับผู้ป้องกันเหตุในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธข้อเสนอของ พล.ต.ท.เรวัช ตรงกันข้าม ข้อเสนอของท่านทำให้สังคมมีโอกาสเปิดการสนทนาที่สำคัญมากว่า ระบบความปลอดภัยของโรงเรียนไทยควรเดินไปทางไหน

สำหรับผม “ปืน” หากกฎหมายเปิดให้ใช้ได้ในเงื่อนไขใดก็ตาม ควรเป็นเรื่องที่อยู่ปลายสุดของระบบความปลอดภัย แต่สิ่งที่ต้องอยู่ต้นสุด คือ การป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนจะถามว่าใครควรมีปืน เราควรถามว่า ทำอย่างไรให้ปืนผิดกฎหมายเข้าถึงคนยากขึ้น

ตรงนี้ผมเห็นความสำคัญของแนวนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในเรื่องการควบคุมอาวุธปืน เพราะการป้องกันเหตุรุนแรงไม่ควรเริ่มต้นเมื่อคนร้ายเดินมาถึงประตูโรงเรียนแล้ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง การจัดระเบียบอาวุธปืน การควบคุมอาวุธผิดกฎหมาย การตรวจสอบผู้ครอบครอง การบังคับใช้กฎหมายกับการพกพาอาวุธ และการลดโอกาสที่อาวุธจะตกไปอยู่ในมือของบุคคลที่ไม่ควรเข้าถึง เป็นองค์ประกอบสำคัญของการลดความเสี่ยงก่อนเหตุเกิด อาจจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน

ผมจึงมองว่า แนวคิดเรื่อง “ควบคุมอาวุธปืน” กับ “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” ควรถูกมองเป็นนโยบายสองเรื่องที่เชื่อมโยงกันทันเวลาเพราะเรื่องแรกคือ ลดปัจจัยเสี่ยง เรื่องที่สองคือ เพิ่มพลังป้องกันของชุมชน

ด้านหนึ่ง ทำให้อาวุธที่ไม่ควรอยู่ในสังคมเข้าถึงประชาชนได้ยากขึ้น ส่วนอีกด้านหนึ่ง ทำให้ประชาชนที่อยู่ในชุมชนมีความรู้ มีระบบ มีช่องทางแจ้งเตือน และสามารถทำงานร่วมกับตำรวจได้มากขึ้น

เมื่อสองเรื่องเดินไปพร้อมกัน สิ่งที่กำลังถูกสร้างจึงไม่ใช่เพียงมาตรการควบคุมอาวุธ แต่คือ “ระบบความปลอดภัยของประชาชน” จากดำรินายกรัฐมนตรี สู่ “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” อีกแนวคิดหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญอย่างมาก คืออาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่

แนวคิดนี้มีมุมมองเชิงนโยบายที่สำคัญว่า ในประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก มีหมู่บ้าน ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด สถานที่ท่องเที่ยว และพื้นที่สาธารณะกระจายอยู่ทั่วประเทศ เราไม่สามารถเพิ่มตำรวจให้ยืนอยู่ทุกจุดได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือทำให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยของตำรวจได้

ผมเห็นว่านี่เป็นจุดที่ควรให้เครดิตแก่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพราะการยกระดับอาสาสมัครตำรวจบ้านไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องการเพิ่มกำลังคนให้ตำรวจ แต่คือการมองเห็น “ทุนทางสังคม” ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว นั่นคือประชาชนที่รักบ้านเกิด รู้จักพื้นที่ รู้จักคนในชุมชน และพร้อมเสียสละเพื่อส่วนรวมหน้าที่ของรัฐจึงไม่ใช่เพียงเรียกประชาชนมาช่วยงานแต่ต้องสร้างระบบให้ประชาชนเหล่านั้น ช่วยอย่างถูกต้อง ปลอดภัย มีความรู้ มีมาตรฐาน และอยู่ภายใต้กฎหมาย นี่คือความแตกต่างของคำว่า “ยุคใหม่”

จากนโยบายสู่การปฏิบัติ คือบททดสอบของผู้นำตำรวจ

นโยบายที่ดีจะไม่มีความหมาย หากเดินทางไป “ไม่ถึง” สถานีตำรวจและชุมชน ตรงนี้คือบทบาทที่ผมเห็นว่าสำคัญของพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ภาวะผู้นำของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของท่านกำลังโดดเด่นมากในยุคนี้เพราะท่านไม่วัดเพียงจำนวนคดีที่จับกุมได้แต่ท่านวัดเรื่อง ความสามารถทำให้เหตุเกิดยากขึ้นได้หรือไม่ สามารถทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้นหรือไม่ และ สามารถทำให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นว่าตำรวจคือที่พึ่งของเขาได้หรือไม่ ผู้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติท่านนี้ได้ทำให้ผมเห็นทิศทางการบริหารเปลี่ยนไปจากอดีต คือการพยายามขยับองค์กรตำรวจจากแนวคิด “ตำรวจทำให้ประชาชน” ไปสู่ “ตำรวจทำร่วมกับประชาชน”

คำสองคำนี้ดูเหมือนแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในเชิงนโยบาย แตกต่างกันอย่างมาก เพราะคำว่า “ทำร่วมกัน” หมายถึงประชาชนไม่ใช่เพียงผู้รับบริการจากตำรวจ แต่เป็น หุ้นส่วนของตำรวจ อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ ไม่ใช่ “ตำรวจอีกชุดหนึ่ง”ตรงนี้ผมอยากย้ำให้ชัดที่สุด

การสร้างอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ ไม่ใช่การทำให้ประชาชนกลายเป็นตำรวจ ไม่ใช่การสร้างกลุ่มติดอาวุธในชุมชน และไม่ใช่การมอบอำนาจตำรวจให้ประชาชนไปใช้โดยอิสระ แต่เป็นการนำกลไกการมีส่วนร่วมที่มีกรอบตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2551 มาพัฒนาให้เหมาะสมกับภัยในศตวรรษใหม่ ผู้เข้ามาทำหน้าที่ต้องผ่านการคัดกรอง ชุมชนต้องรู้จัก ผู้นำชุมชนต้องมีส่วนร่วม กต.ตร. ต้องมีส่วนร่วม ผู้กำกับการหรือหัวหน้าสถานีตำรวจในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาและเมื่อผ่านเข้ามาแล้ว ต้องได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานเดียวกัน ผมเห็นแนวนี้ในคำสั่งแต่งตั้งที่มี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 239/2569

นี่เป็นเหตุผลที่ผมกำลังมีส่วนร่วมในการออกแบบ หลักสูตรอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ ร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้คนที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยของตำรวจมีความรู้ มีวินัย เข้าใจกฎหมาย เคารพสิทธิมนุษยชน และรู้ว่าตนเอง “ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้”

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อาสาสมัครต้องรู้ขอบเขตของตนเอง เพราะอาสาสมัครที่ดีไม่ใช่คนที่มีอำนาจมากที่สุด

แต่คือคนที่รู้จักใช้อำนาจหรือบทบาทที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างถูกต้องที่สุด อาสาสมัครยุคใหม่ ต้องมี “ข้อมูล” ก่อนมี “กำลัง”ภัยสมัยใหม่เปลี่ยนไปแล้ว อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่จึงไม่ควรมีภาพเพียงการยืนเวร เดินตรวจ หรือช่วยงานกิจกรรมต่าง ๆ

สิ่งที่ควรมีค่ามากที่สุดคือ ข้อมูล คนในชุมชนเห็นสิ่งผิดปกติก่อนตำรวจหลายครั้ง ครูเห็นความเปลี่ยนแปลงของนักเรียน ผู้ปกครองเห็นพฤติกรรมของลูก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเห็นคนเข้าออก ร้านค้าเห็นบุคคลแปลกหน้า ชาวบ้านรู้ว่าใครอยู่ในพื้นที่ เทคโนโลยีจึงควรถูกนำมาใช้เชื่อม “สายตาของประชาชน” เข้ากับ “ระบบของตำรวจ” อย่างมีมาตรฐานและรับผิดชอบ อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่จึงควรได้รับการพัฒนาเรื่องการสังเกตความผิดปกติ การแจ้งเบาะแส การใช้ช่องทางดิจิทัล การประสานข้อมูล การช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน การรักษาข้อมูลส่วนบุคคล และการส่งต่อข้อมูลที่จำเป็นให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดำเนินการ นี่คือการเปลี่ยนจาก “อาสาสมัครที่มีกำลัง”

ไปสู่ “อาสาสมัครที่มีความรู้และข้อมูล” จากชุมชน ไปถึงโรงเรียนและพื้นที่เปราะบาง (Soft Target)

หากระบบนี้พัฒนาได้สำเร็จ ผมอยากเห็นอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่เชื่อมโยงกับพื้นที่เปราะบาง หรือ Soft Target มากขึ้นโรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานที่ท่องเที่ยวศาสนสถาน สถานบันเทิง

และพื้นที่สาธารณะที่มีประชาชนจำนวนมากลองคิดดูว่า หากโรงเรียนหนึ่งแห่งมีระบบเชื่อมต่อระหว่างตำรวจ–ครู–ผู้ปกครอง–ผู้นำชุมชน–อาสาสมัครตำรวจบ้าน–ท้องถิ่น เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ มีคนรับรู้ เมื่อพบความเสี่ยง มีคนแจ้งเมื่อเกิดเหตุ มีคนรู้วิธีเอาตัวรอด เมื่อข้อมูลถึงตำรวจ ตำรวจไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และเมื่อเหตุยังไม่เกิด ทุกฝ่ายก็ช่วยกันป้องกัน

นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “ป้องกันก่อนเสียงปืนดัง” การฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ได้เริ่มจากคำประชาสัมพันธ์ ผมคิดว่านี่เป็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญของทั้งนายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่กำลังขับเคลื่อนเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในทุกชุมชนทั้งประเทศ

ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐและตำรวจ ไม่สามารถสร้างขึ้นจากคำขวัญหรือการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว ความเชื่อมั่นเกิดจาก ประสบการณ์ เมื่อประชาชนแจ้งเหตุแล้วมีคนรับฟังเมื่อประชาชนให้ข้อมูลแล้วได้รับการคุ้มครอง เมื่อชุมชนเสนอปัญหาแล้วตำรวจตอบสนอง เมื่ออาสาสมัครได้รับการฝึกอย่างมีมาตรฐาน

เมื่อคนไม่ดีถูกคัดออกจากระบบ และเมื่อประชาชนรู้สึกว่าเสียงของเขามีความหมายต่อความปลอดภัยของชุมชนเมื่อนั้น ความเชื่อมั่นจะค่อย ๆ กลับมา

ดังนั้น หากนโยบายควบคุมอาวุธปืนของนายกรัฐมนตรี สามารถเดินคู่กับการสร้างอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ สามารถแปลงสองนโยบายนี้ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่จะได้รับกลับมาไม่ใช่เพียงตัวเลขอาชญากรรมที่อาจลดลง

แต่คือสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้น “ความไว้วางใจของประชาชน”ครับ

Advertisement

แชร์
กตช. ชื่นชม ‘เรวัช’ กล้าจุดประเด็นครูพกปืน