
(20 ก.ค. 2569) นี่คือเรื่องราวสุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับ นายพูน หรือ "ตาพูน" อายุ 85 ปี ชาวบ้านหนองสองห้อง ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา ผู้พิการทางสายตาตาบอดสนิททั้งสองข้าง และเคลื่อนไหวไม่สะดวก ที่ต้องหลั่งน้ำตาหลังทราบผลการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า "คุณสมบัติไม่ผ่าน" เนื่องจากระบบ ระบุว่า มีชื่อครอบครองรถจักรยานยนต์ 2 คัน ทั้งที่เป็นรถเก่าตั้งแต่สมัยวัยหนุ่ม ปัจจุบันพังและสูญหายไปนานแล้ว
ซึ่ง "ตาพูน" ใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 800 บาท และเบี้ยความพิการอีก 800 บาท รวมมีรายได้เดือนละ 1,600 บาทเท่านั้น ต้องอาศัยลูกหลานดูแลทุกอย่าง เพราะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซ้ำรายได้ที่มีแทบไม่เพียงพอต่อค่าอาหารและค่าครองชีพในแต่ละเดือน
โดย นางสำเริง อายุ 58 ปี ลูกสาวคนโตของ "ตาพูน" เปิดเผยสีหน้าที่อัดอั้นว่า ครอบครัวแทบหมดหนทาง เพราะหากจะไปดำเนินการถอนชื่อรถที่สำนักงานขนส่งฯ ก็เป็นเรื่องยาก เนื่องจากพ่อตาบอดทั้งสองข้างมานานแล้ว และเดินทางเองไม่ได้ ต้องมีคนคอยประคองและดูแลตลอดเวลา รถจักรยานยนต์ที่บิดามีชื่อครอบครอง ก็เป็นของเก่าตั้งแต่สมัยพ่อยังหนุ่ม ตอนนี้ไม่มีอยู่แล้ว แต่ชื่อยังติดอยู่ในระบบ จนทำให้พ่อหมดสิทธิได้รับความช่วยเหลือ จะให้พาไปดำเนินเรื่องก็ลำบากมาก
ตอนที่ทราบผลว่าไม่ได้รับสิทธิฯ พ่อถึงกับร้องไห้ พร้อมพูดเพียงสั้นๆ ว่า “อยากได้บัตร จะได้มีเงินซื้อข้าวกิน” เพราะไม่อยากเป็นภาระของลูกหลานมากกว่านี้ แม้ว่าพ่อจะมีเงินเก็บอยู่ประมาณ 10,000 กว่าบาท เป็นเงินที่ค่อยๆ เก็บสะสมมาตลอดชีวิต แต่ครอบครัวยืนยันว่า ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำให้มีฐานะดี เพราะทุกวันนี้ยังต้องพึ่งพาลูกหลานซื้อข้าวสาร อาหาร นม และของใช้จำเป็นมาให้
ครอบครัวจึงขอวิงวอนไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและทบทวนการพิจารณาสิทธิ พร้อมหาแนวทางช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้พิการที่ไม่สามารถเดินทางไปดำเนินเอกสารได้ด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้ข้อมูลทรัพย์สินเก่าที่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง กลายเป็นอุปสรรคตัดโอกาสของกลุ่มเปราะบาง เหมือนกรณีของพ่อ เมื่อรู้ว่าไม่ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิฯ ความหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือก็ยิ่งมืดลงไปอีก จึงอยากขอโอกาสให้พ่อซึ่งเป็นคนแก่และพิการคนนี้ ได้มีเงินช่วยเหลือเล็กน้อยนี้ ไว้ใช้ซื้อข้าวของประทังชีวิตในบั้นปลายบ้าง
Advertisement