
(14 ก.ค. 2569) เวลา 14.20 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงการตรวจสอบสาเหตุของการเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งการอย่างเด็ดขาดตั้งแต่เมื่อวานนี้ ให้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ร่วมกับกองพิสูจน์หลักฐาน เร่งรัดดำเนินคดีอย่างรอบคอบและเด็ดขาด โดยให้ความสำคัญกับพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ทั้งนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำให้พนักงานสอบสวนสอบลึกลงไปในประเด็นสำคัญที่จะชี้ถึงต้นตอความผิดและความบกพร่อง ทั้งการปรับปรุงและต่อเติมอาคาร การตรวจสอบว่ามีการดัดแปลงโครงสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ระบบไฟฟ้าและการตกแต่งร้านมีการตรวจสอบระบบความปลอดภัยทางไฟฟ้า และวัสดุตกแต่งภายในร้านว่าเป็นสารไวไฟหรือไม่ รวมถึงอุปสรรคในเส้นทางหนีไฟว่ามีตรวจสอบการจัดวางโต๊ะ เก้าอี้ และสิ่งของต่างๆ ภายในร้าน มีลักษณะกีดขวางเส้นทางเดินของผู้ใช้บริการในการหนีออกสู่ประตูฉุกเฉินหรือทางออกฉุกเฉินหรือไม่
นอกจากนี้ในส่วนของการตรวจสถานที่เกิดเหตุและการเก็บวัตถุพยาน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานกำลังอยู่ระหว่างการเร่งรัดตรวจพิสูจน์อย่างละเอียด ทั้งในพื้นที่เกิดเหตุและพยามแวดล้อม เพื่อหาข้อสรุปของสาเหตุเพลิงไหม้ที่แท้จริง
เมื่อถามว่าในอนาคตจะมีการบูรณาการหรือประสานกับกรมการปกครองหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการป้องกันเหตุลักษณะของโครงสร้างสถานบันเทิง ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ บอกว่า จากปัญหาโครงสร้างอาคารและสถานบันเทิงผิดกฎหมายที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประสานงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาคาร เพื่อร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบสถานบันเทิงอื่นๆ โดยให้ทำออกมาเป็นโมเดลต้นแบบ เพื่อให้ตำรวจในจังหวัดอื่นๆ นำไปปรับใช้ในการจัดระเบียบและตรวจตราพื้นที่ของตัวเอง ป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย
ส่วนประเด็นที่มีกระแสข่าวปรากฏภาพ "ชายแต่งกายคล้ายทหาร" เข้าไปปะปนในพื้นที่เกิดเหตุ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และเดินตามประกบท่านนายกรัฐมนตรีในคืนเกิดเหตุ จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชี้แจงว่า "ในเบื้องต้นทุกคนที่ปรากฏตัวในสถานที่เกิดเหตุ ถือเป็นพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนจะต้องเรียกมาสอบปากคำอยู่แล้ว ส่วนกรณีชายแต่งกายคล้ายทหารคนดังกล่าว จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นทหารจริงหรือไม่ หรือเป็นบุคคลภายนอกที่เข้ามาสวมรอย"
"หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่จริง แต่แอบอ้างแต่งกายเข้ามาเพื่อสร้างสถานการณ์หรือ หิวแสง ทางตำรวจจะพิจารณาข้อกฎหมายทันทีว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายความผิดฐานใด และจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น"
นอกจากนี้สำหรับข้อมูลต่างๆ ที่ชายคนดังกล่าวให้ไว้กับนายกรัฐมนตรีและสื่อมวลชน จะเป็นข้อมูลเท็จที่สร้างความเสียหายหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า "จะต้องนำคำพูดทั้งหมดมาคัดกรองและตรวจสอบกับข้อเท็จจริงจริงอีกครั้ง เพื่อดูเจตนาและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป"
Advertisement