
จากกรณีที่ นายพีรพัทธ์ นันนารารัตน์ หรือ อาจารย์ฮง นักวิชาการด้าน Generative AI ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองถูกกรรมการรายหนึ่งของธนาคารแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นบุตรชายของอดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแกนนำรัฐบาล กระทำการล่วงละเมิดระหว่างร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกันที่โรงแรมใน จ.จันทบุรี ด้วยการนำมือมาวางอยู่บริเวณเข่าแล้วเลื่อนขึ้นไปยังต้นขา
จากนั้นมีการค่อยๆ ลูบไล้ขยับสูงขึ้น จน “อาจารย์ฮง“ มีการระบุว่าเกือบจะถึงจุดที่ล้ำเส้นที่สุดของร่างกาย รวมถึงยังมีอีกหลายจังหวะที่พยายามเอื้อมมาจับมือ กำบีบมือ ข้อมือ จับแขน ลูบแขน โดยที่ ”อาจารย์ฮง“ ไม่ได้ยินยอม
โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 69 เวลาประมาณ 20.00 น. ท่ามกลางสายตาของคนร่วมโต๊ะนับสิบชีวิต ที่ล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ของธนาคารและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับ 10 เพราะเป็นงานอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถลูกค้าธนาคารดังกล่าว ซึ่ง ”อาจารย์ฮง“ ได้ถูกรับเชิญมาเป็นวิทยากรฯ ส่วนผู้ถูกกล่าวอ้างเป็นประธานในพิธีเปิด จึงมีการนำคลิปหลักฐานเดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
แต่หลังเกิดเหตุ “อาจารย์ฮง” ระบุว่า ตัวเองกลับต้องเผชิญกับกระบวนการ การใช้อำนาจมืดแทรกแซงคดีความ และมีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้กลุ่มผู้มีอิทธิพล ตามคุกคามกดดันให้ยินยอม ด้วยการส่งพัสดุปลอกหมอน 2 ชิ้นมาถึงที่พัก จนตสต้องเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ รมว.คลัง ในฐานะประธานบอร์ดธนาคาร เพื่อให้เร่งตรวจสอบความโปร่งใส และธรรมาภิบาลขององค์กรอย่างเร่งด่วน
ต่อมา นายพีรพัทธ์ นันนารารัตน์ หรือ อาจารย์ฮง เปิดใจกับ “อมรินทร์ทีวี” ถึงเหตุการณ์ที่อ้างว่าถูกกรรมการของแห่งหนึ่งล่วงละเมิดตามที่มีการโพสต์ไป โดย “อาจารย์ฮง” ระบุว่า ตนได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในโครงการดังกล่าวเป็นปีที่ 2 โดยครั้งนี้รับผิดชอบบรรยายในหัวข้อการบริหารธุรกิจและการจัดทำแผนธุรกิจให้กับเกษตรกร เหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันที่ 25 พ.ค. 69 ก่อนพิธีเปิดงานที่จะจัดขึ้นในเช้าวันที่ 26 พ.ค. โดยมีคู่กรณีทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีเปิด
ในคืนนั้น มีการรับประทานอาหารร่วมกันที่โรงแรมในพื้นที่ใกล้สถานที่จัดงาน โดยตนถูกจัดให้นั่งติดกับคู่กรณี ระหว่างรับประทานอาหาร คู่กรณีมีพฤติกรรมใช้มือจับบริเวณต้นขาและขาของตนหลายครั้ง รวมทั้งจับมือเป็นระยะ แม้ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีบทสนทนาร่วมกัน เนื่องจากคู่กรณีกำลังพูดคุยกับบุคคลอื่นบนโต๊ะอาหาร แต่กลับใช้มือสัมผัสร่างกายของตนอย่างต่อเนื่อง
“อาจารย์ฮง” ระบุว่า ช่วงแรกพยายามสังเกตสถานการณ์ เพราะมองว่าการสัมผัสกันอาจเกิดขึ้นได้ในบางบริบท แต่เมื่อการกระทำเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งจนผิดสังเกต จึงตัดสินใจบอกกับคู่กรณีโดยตรงว่า “ท่านจับผมอย่างนี้ไม่ได้ ผมไม่ได้ยินยอมให้มาจับอะไรผมแบบนี้” พร้อมยืนยันว่าคู่กรณียอมรับว่ามีการจับจริง ก่อนหัวเราะออกมา และหลังจากนั้นคนทั้งโต๊ะก็หัวเราะตาม
โดยลักษณะการกระทำ “อาจารย์ฮง” อธิบายว่า คู่กรณีเริ่มสัมผัสจากบริเวณหัวเข่า ก่อนค่อยๆ เลื่อนขึ้นมายังเหนือเข่า และไม่มีทีท่าจะหยุด แม้ตนจะพยายามแสดงออกว่าไม่ยินยอมแล้วก็ตาม จนต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ แต่แม้เห็นว่าตนยกกล้องขึ้นมา คู่กรณีก็ยังไม่หยุดการสัมผัสร่างกาย จึงไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าหากตนไม่มีการห้ามปราม อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น
นอกจากนี้ “อาจารย์ฮง” ระบุว่า ภายในโต๊ะอาหารในคืนเกิดเหตุ มีผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร รวมถึงผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักซึ่งเป็นผู้เชิญตนมาบรรยาย และข้าราชการระดับ 10 ของสำนักงานซึ่งเป็นหน่วยงานร่วมจัดโครงการ (กปร. สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย
เมื่อถามว่าบุคคลเหล่านั้นรับรู้เหตุการณ์หรือไม่? ด้านของ “อาจารย์ฮง” กล่าวว่า ตนได้แสดงปฏิกิริยาโวยวายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจน ทำให้ทุกคนรับรู้ แต่ไม่มีใครแสดงท่าทีห้ามปรามคู่กรณีหรือบอกให้หยุด มีเพียงเสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วโต๊ะ แม้ตนจะไม่สามารถระบุได้ว่าเสียงหัวเราะมาจากบุคคลใดบ้าง
หลังเกิดเหตุในคืนเดียวกัน ตนจึงตัดสินใจเดินทางไปแจ้งความที่ สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ทันที โดยระบุว่า ระหว่างจะเดินทางไปแจ้งความ มีเจ้าหน้าที่ของธนาคารพยายามขอร้องไม่ให้ดำเนินการ เพราะไม่ต้องการให้งานเสียบรรยากาศ พร้อมพูดในทำนองว่า หากตนแจ้งความจะทำให้งานเสียหายและผู้ร่วมงานต้องเดินทางกลับ แต่ตนยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ก่อนเดินทางไปแจ้งความ ขณะรอรถอยู่บริเวณหน้าโรงแรม คู่กรณีพยายามเดินเข้ามาหา แต่ตนบอกว่าไม่ต้องการให้เข้ามา เพราะมองว่าท่าทีของอีกฝ่ายไม่ได้เป็นมิตร ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารจะเข้ามาแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน
หลังแจ้งความเสร็จ ตนก็ตัดสินใจขอย้ายออกจากที่พักเดิม เนื่องจากพักอยู่โรงแรมเดียวกับคู่กรณี และรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง
ภายหลังยังพบว่ามีบุคคลในเครือข่ายของคู่กรณีโพสต์ข้อความในลักษณะอธิบายว่า คู่กรณีเป็นคนที่ถึงเนื้อถึงตัวกับผู้ชายด้วยกันเป็นปกติ แต่ตนเห็นว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความยินยอม (Consent) เพราะเมื่อเจ้าตัวไม่ได้ยินยอม และยังมีการสัมผัสต่อเนื่อง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ
จากนั้นเช้าวันที่ 26 พ.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดงานและคู่กรณีทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีเปิด “อาจารย์ฮง” ตัดสินใจไม่เข้าร่วมพิธี เพราะมองว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ในฐานะคู่กรณี และไม่ควรพบหน้ากันในช่วงเวลาดังกล่าว โดยตนใช้เวลานั้นรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามภาพจากกล้องวงจรปิดแทน
แต่หลังจากนั้น “อาจารย์ฮง“ ยังปฏิบัติหน้าที่บรรยายตามกำหนดการจนเสร็จสิ้น ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร และโพสต์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ภายหลังเกิดเหตุ “อาจารย์ฮง” ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ของธนาคาร เดินทางมาพบอย่างไม่เป็นทางการ พร้อมขอดูสำเนาใบแจ้งความ และแจ้งว่า การอบรมรุ่นถัดไป คู่กรณีจะเดินทางมาเป็นประธานอีกครั้ง จึงสอบถามว่าตนจะยังเข้าร่วมเป็นวิทยากรหรือไม่? ตนจึงตอบว่า หากได้รับเชิญก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครูผู้สอน โดยเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของธนาคารก็แจ้งว่าจะต้องส่งทีมงานติดตามไปด้วย เพราะไม่สามารถห้ามคู่กรณีไม่ให้เดินทางมาได้
ต่อมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ตนได้รับแจ้งจากพนักงานของธนาคารที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวว่า คู่กรณีได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการอิสระของธนาคารแล้ว และโครงการอบรมรุ่นถัดไปถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด
แต่กลายเป็นว่า มีการนำโครงการกลับมาจัดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 โดยเปลี่ยนวิทยากรแทน แต่ไม่มีการแจ้งให้ตนทราบ ขณะคู่กรณีก็ไม่ได้เข้าร่วมงานดังกล่าว เนื่องจากลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว
ในส่วนของคดีความ “อาจารย์ฮง“ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนยังคงดำเนินการตามขั้นตอน โดยมีการนัดหมายเพื่อให้ตนนำส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมและสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า พนักงานสอบสวนให้ข้อมูลว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำอนาจารในที่สาธารณสถาน เนื่องจากเกิดขึ้นภายในร้านอาหารซึ่งเป็นสถานที่ที่บุคคลทั่วไปสามารถมองเห็นได้
ทั้งนี้หลังจากคู่กรณีลาออก ก็ไม่มีการติดต่อจากคู่กรณีหรือทนายความแต่อย่างใด จนกระทั่งช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 มีข้าราชการเกษียณรายหนึ่งจากกระทรวงการคลัง โทรศัพท์มาติดต่อ โดยอ้างว่าได้รับมอบหมายจากข้าราชการการเมือง ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ”นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการธนาคารดังกล่าว ให้มาพูดคุยเพื่อคลี่คลายปัญหากับตนอีกที
โดยบุคคลดังกล่าวพูดในลักษณะว่า ”คดีไม่มีอะไร อยากให้เลิกรากันไป ไม่ต้องดำเนินคดีต่อ เพื่อไม่ให้เป็นเวรกรรมต่อกัน“ พร้อมอ้างหลักธรรมและการปฏิบัติธรรมประกอบการพูดคุย
ตอนนั้นตนปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และบุคคลนั้นแจ้งว่าจะส่งของกำนัลมาเพื่อเป็นการขออโหสิกรรม แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรง จึงไม่เข้าใจเหตุผลของการส่งของ พร้อมบอกว่า หากเป็นผู้ใหญ่ในองค์กรก็ควรติดต่อพูดคุยกับตนโดยตรง เพราะนับตั้งแต่เกิดเหตุ แม้แต่ทางธนาคารต้นสังกัด ก็ยังไม่เคยติดต่อมาพูดคุยอย่างเป็นทางการ
แม้ ”อาจารย์ฮง” จะปฏิเสธ แต่ภายหลังกลับมีพัสดุส่งมาถึงที่พักของตน เป็นปลอกหมอนจำนวน 2 ชิ้น โดยปลายทางเป็นที่อยู่คอนโดมิเนียมซึ่งไม่ใช่ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน บนหน้าพัสดุมีชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลที่อ้างว่าได้รับมอบหมายจาก “นายเอกนิติฯ“ ตนจึงโทรศัพท์กลับไปสอบถามถึงวัตถุประสงค์ของการส่งของดังกล่าว ซึ่งได้รับคำตอบว่า ”ต้องการขออโหสิกรรมแทนผู้กระทำความผิด และหวังให้ทั้งสองฝ่ายยุติเรื่องราว“
ตนก็เลยชี้แจงกลับไปว่า ”เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาลขององค์กรและการใช้อำนาจเหนือผู้อื่น“ เพราะมองว่าการตัดสินใจลงมือกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ แต่สะท้อนความเชื่อว่าผู้กระทำมีอำนาจเหนือกว่าจึงสามารถกระทำได้ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่อันตรายยิ่งกว่าประเด็นทางเพศเพียงอย่างเดียว
”อาจารย์ฮง” ยังสอบถามกับบุคคลดังกล่าว ถึงการได้มาของที่อยู่ของตนที่ใช้จัดส่งพัสดุ ก็ได้รับคำตอบว่าได้ขอที่อยู่ของตน จากธนาคารและธนาคารเป็นผู้มอบข้อมูลให้ ตนจึงนึกย้อนกลับไป ว่าก่อนเริ่มงานอบรมครั้งนั้น มีเจ้าหน้าที่ของธนาคารได้ขอประวัติ (CV) ของตน เพื่อใช้ประสานงานด้านวิทยากรและเผยแพร่ข้อมูลแก่หน่วยงานภายในที่สนใจเชิญไปบรรยาย ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีที่อยู่สำหรับจัดส่งเอกสารอยู่ด้วย และตนยินยอมให้ใช้ข้อมูลดังกล่าวเฉพาะเพื่อการประสานงานด้านวิทยากรเท่านั้น
เมื่อถามถึงความหมายของการส่งปลอกหมอน “อาจารย์ฮง“ ตอบว่า ไม่ทราบเจตนาที่แท้จริง แม้จะตีความได้หลายแบบ แต่เชื่อว่าผู้ส่งย่อมมีการคิดก่อนเลือกสิ่งของดังกล่าว ขณะที่ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า หากต้องการขอโทษโดยทั่วไป มักจะเป็นการส่งกระเช้า ผลไม้ หรือช่อดอกไม้ แต่ ”อาจารย์ฮง” กล่าวติดตลกว่า เมื่อนึกถึงปลอกหมอนก็นึกถึงการนอนหลับ แต่ไม่ทราบว่าผู้ส่งต้องการสื่อความหมายใด
นอกจากนี้ “อาจารย์ฮง“ ยังชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญที่ตนออกมาโพสต์เรื่องนี้หลายๆ ครั้ง มาจากเหตุการณ์การส่งปลอกหมอนและการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ซึ่งทำให้ตนรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะมองว่ามีความพยายามเข้ามาแทรกแซง ทั้งที่กระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินไปตามปกติ
สิ่งที่ตนกังวลไม่ใช่เพียงคดีล่วงละเมิดทางเพศ แต่รวมถึงการที่ข้อมูลส่วนบุคคลของตนถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งให้ธนาคารเพื่อใช้เฉพาะการประสานงานด้านวิทยากรเท่านั้น จึงเห็นว่าเป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ควรเกิดขึ้นกับองค์กรที่ควรมีหน้าที่ดูแลรักษาข้อมูลของผู้เกี่ยวข้อง
”อาจารย์ฮง” ระบุว่า ตนเป็นผู้สอนด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อยู่แล้ว และไม่คิดว่าจะต้องมาประสบเหตุการณ์ดังกล่าวกับตัวเอง พร้อมกล่าวว่า ต่อไปอาจสามารถนำกรณีของตนมาใช้เป็นกรณีศึกษาในการสอนได้
เมื่อถามว่าจะมีโอกาสพบกับคู่กรณีอีกหรือไม่? “อาจารย์ฮง” ตอบว่า คาดว่าน่าจะพบกันเฉพาะในชั้นศาลเท่านั้น ส่วนเรื่องการยอมความ ตนมองว่าเป็นสิทธิของอีกฝ่ายที่จะดำเนินการหรือแสดงท่าทีใด แต่ในส่วนขององค์กรอย่างธนาคาร ตนยังเห็นว่าสามารถดำเนินการได้ดีกว่านี้
สำหรับความสัมพันธ์ก่อนเกิดเหตุ “อาจารย์ฮง“ ยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักหรือร่วมงานกับคู่กรณีมาก่อน เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรกในเย็นวันเกิดเหตุ ก่อนเข้าร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งมีเพียงการแนะนำตัวและกล่าวทักทายตามมารยาทจากเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงาน ส่วนการร่วมงานกับธนาคารฯนั้น ปีนี้เป็นปีที่ 2 โดยในปีแรกไม่เคยพบหรือร่วมงานกับคู่กรณีเลย และก่อนเกิดเหตุ ก็ไม่พบพฤติกรรมใดที่บ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว นอกจากการให้เจ้าหน้าที่ช่วยถ่ายภาพร่วมกันตามปกติเท่านั้น
Advertisement