
จากกรณีที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมดำเนินการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา และ จ.ปราจีนบุรี ตามแนวเขตสำรวจปี พ.ศ. 2543 ซึ่งจะส่งผลให้มีการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ กว่า 1.5 แสนไร่ เพื่อส่งมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำไปจัดสรร จากนั้นอุทยานแห่งชาติทับลาน ประกาศเข้ม ห้ามมิให้ซื้อ ขาย หรือเปลี่ยนแปลงผู้ครอบครองทำประโยชน์ ในพื้นที่อุทยานฯ หากพบผู้ฝ่าฝืน เจอโทษทางอาญานั้น
ล่าสุด ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทับลานเอาให้จบเสียที แต่ต้องแม่นยำ เรื่องเฉือนหรือเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน มรดกโลก ประมาณ 155,865ไร่ ที่เป็นข่าวครึกโครมเหมือนจะท้าตีท้าต่อยกัน ดูจะเพลาลง จึงขอถือโอกาสที่ทุกคนเริ่มใจเย็นลง ให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา
เริ่มต้นต้องขอย้ำความจริงว่า ผมเป็นผู้เดียวที่เคยบังคับบัญชาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมดคือ เป็นเลขาธิการสปก. อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมอุทยานฯ และประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินแห่งชาติ
อช. ทับลานประกาศเมื่อพ.ศ. 2535 ทับบนพื้นที่ป่าสงวนที่กรมป่าไม้ได้มอบให้ สปก.ไปตั้งแต่พ.ศ.2524 และยังไม่มีการรังวัดปักเขต ตลอดจนยังไม่ได้ทำการกระจายสิทธิ์ให้ราษฎรอย่างสมบูรณ์ พื้นที่ส่วนนี้มีประมาณ 53,416ไร่ และจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้เพิกถอนทั้งความเป็นป่าสงวนและการเป็นอุทยานแห่งชาติ
ก่อนการประกาศอุทยาน พื้นที่แถวนี้มีการสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ซึ่งอยู่ติดกับทับลานไปทางทิศตะวันตก ฝ่ายทหารได้ย้ายประชาชนรวมทั้งผู้กลับใจให้เข้ามาอยู่ที่ทับลานเพราะไม่อยากให้อยู่ใกล้ชายแดนเขมร โดยใช้พื้นที่ของทับลานประมาณ 87,500ไร่ และยังมีพื้นที่หมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคีอีก 8,328ไร่ แถมด้วยสนามซ้อมรบอีก 6,621ไร่ รวมเป็นพื้นที่ความมั่นคงทั้งสิ้น 102,449ไร่ สำหรับผู้คนที่เข้ามาจะมีจริงๆเท่าไหร่และอยู่ตรงไหนก็ไม่ชัดเจน ดังนั้นหากรวมพื้นที่ที่ประกาศเป็น สปก. และพื้นที่มั่นคงก็จะเป็นพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 155,865 ไร่ ซึ่งก็คือพื้นที่ที่กำลังจะได้รับการพิจารณาเพิกถอนอยู่ในขณะนี้
ถามว่า ทำไมกรมป่าไม้หรือกรมอุทยานฯ ไม่ทำอะไรมาเลยแต่กลับปล่อยเป็นปัญหาทิ้งไว้นานถึง 40 กว่าปี คำตอบแรกของผมก็คือ “ไม่รู้”เพราะทุกเรื่องเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสปก. และอธิบดีกรมป่าไม้ทั้งสิ้น ส่วนลูกน้องก็อธิบายว่า พื้นที่มันยังไม่สงบจึงทำอะไรไม่ได้ เมื่อผมมาเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ผมได้เข้าจับกุมนักธุรกิจคนนอกที่มาก่อสร้างโรงแรมริมถนน 304 รวม 3-4 รายและได้สั่งให้หยุดดำเนินกิจการ ครั้นต่อมาอีกสัก 10 ปี คุณดำรงค์ พิเดช ซึ่งเป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ ก็ได้เข้าจับกุมซ้ำอีกและเข้ารื้อถอนสิ่งก่อสร้างเกือบทั้งหมดด้วย
วันนี้ได้ตกลงกันที่จะดำเนินการสอบสวนสิทธิ์กันอย่างจริงจังอีกครั้ง ซึ่งผมก็เห็นว่า ดีแล้ว แต่ก็มีปัญหาที่ผมอยากเตือนเอาไว้ล่วงหน้า ดังนี้
1. ใครอยู่มาก่อนปี 2507 คือก่อนการประกาศ พรบ. ป่าสงวนฯก็จะได้ที่คืนไป เป็นการดำเนินการตามมติ ครม. 2541 ซึ่งผมได้ทำเอาไว้ แต่ปัญหาที่จะต้องตัดสินใจก็คือ บุคคลที่ถือครองอยู่ในปัจจุบันอาจไม่ใช่เจ้าของเดิม แล้วทำอย่างไร
2. พื้นที่ สปก. 53,146ไร่ ผู้ที่ถือครองอยู่แต่เริ่มแรกอาจไม่อยู่เสียแล้ว ลูกหลานที่ได้รับมาต่อก็ไม่ได้เป็นเกษตรกร จึงครอบครองไม่ได้ และผมยังเชื่อว่า พื้นที่มากกว่าครึ่งได้ถูกเปลี่ยนมือด้วยการซื้อขายไปแล้ว ดังนั้น หากเพิกถอนเสร็จ สปก. จะมอบให้ใคร เพราะการซื้อขายพื้นที่ สปก. กระทำไม่ได้เลย
3. พื้นที่มั่นคง 102,449ไร่ ก็กระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ และมากกว่าค่อน ล้วนเปลี่ยนมือด้วยการซื้อขายไปแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าเพิกถอนพื้นที่นี้แล้วทางการจะไปมอบให้ใคร หากให้กับคนที่ซื้อมาภายหลัง ก็จะผิดหลักการและผิดกฎหมายด้วยซ้ำไป
4. พื้นที่ที่จะเพิกถอนทั้งหมด 155,865ไร่ นี้ไม่ได้ติดกันเป็นผืนใหญ่ผืนเดียวกัน ดังนั้น การเฉือนออกเป็นหย่อมๆ หากมองในแง่การจัดการป่าไม้โดยเฉพาะเรื่องสัตว์ป่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่การคัดค้าน แต่อยากให้ทำจริงๆปัญหาจะได้หมดไปเสียที ผมเคยทำมาก่อนแต่เวลาไม่พอ ที่ผมเคยติดขัดคือ การตัดสินใจทางการเมืองระดับรัฐบาล เพราะเช่นที่บอกมาแต่ต้นแล้วว่า หากมีการเฉือนหรือการคืนพื้นที่ ผู้ที่จะได้รับก็ล้วนแต่เป็นคนปัจจุบันหรือคนใหม่ทั้งสิ้น ไม่ใช่คนเดิมที่มีสิทธิ์ จะทำอย่างไร นโยบายตรงนี้ต้องชัดเจน
ขอให้โชคดีครับ มีอะไรให้ช่วยก็บอกมา เพราะเป็นบ้านเดิมของผมเหมือนกัน
Advertisement