Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
กู้ชีพสุรินทร์แจงดรามา ยันทำตามขั้นตอนผู้ป่วยมีชีพจร CPR ทันทีไม่ได้

กู้ชีพสุรินทร์แจงดรามา ยันทำตามขั้นตอนผู้ป่วยมีชีพจร CPR ทันทีไม่ได้

16 พ.ค. 69
15:31 น.
แชร์

กู้ชีพสุรินทร์แจงคลิปดรามา ยันทำตามขั้นตอนผู้ป่วยยังมีชีพจร CPR ทันทีไม่ได้ ด้านญาติโต้เดือดซัดช้าซักแต่ประวัติ จนหัวใจล้มเหลวดับสลด 

จากกรณีดรามาในโลกโซเชียลที่มีการแชร์คลิปของกู้ชีพที่มารับผู้ป่วย แต่ญาติมองว่าการปฐมพยาบาลของกู้ชีพล่าช้า จนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ 

ล่าสุดวันที่ 16 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ และได้พบกับ 2 อาสาสมัครกู้ชีพ อบต.ราม ที่ปรากฏอยู่ในคลิปคือ นายเพชร (สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี และนายนัฐพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ซึ่ง นายเพชร เปิดเผยข้อมูลต่อผู้สื่อข่าวว่า ตนได้รับแจ้งเหตุว่ามีผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอก จากศูนย์นเรนทร 1669 เมื่อช่วงเวลาประมาณ 22.18 น. วันที่ 15 พ.ค. จากนั้นตนก็ได้โทรหาญาติผู้ป่วย เพื่อขอพิกัดที่จะเข้าไปรับ ก่อนเดินทางไปถึงบ้านผู้ป่วยช่วงเวลาประมาณ 22.23 น. เมื่อไปถึงก็ยังพบว่าผู้ป่วยยังมีสติอยู่ ตนจึงได้เข้าไปสอบถาม เพื่อประเมินอาการ ผู้ป่วยก็ยังถามตอบรู้เรื่อง บอกกับตนว่ามีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก ซึ่งมีอาการตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้ว 

จากนั้นก็ได้ประคองผู้ป่วยขึ้นไปบนรถกู้ชีพ แต่เมื่อผู้ป่วยขึ้นไปนั่งบนรถได้ไม่นานก็เริ่มมีอาการน้ำลายฟูมปาก ตอนนั้นตนเข้าใจมาว่าผู้ป่วยแน่นหน้าอกเพราะว่ารับประทานอาหารเข่าไปเยอะมากๆ ตามที่ญาติให้ข้อมูลมา จึงได้ทำการรีดหน้าท้องเพื่อให้ผู้ป่วยได้อาเจียนออกมา แต่ตอนนั้นตนยืนยันว่าผู้ป่วยยังมีชีพจรอยู่ แต่ญาติก็ตะโกนบอกให้รีบปั๊มหัวใจ ตามขั้นตอนแล้วไม่สามารถทำการ CPR ได้ ถ้าผู้ป่วยยังมีชีพจรอยู่ ตนก็ยืนยันว่าได้ประเมินอาการผู้ป่วยตามขั้นตอนทุกอย่างอย่างถูกวิธี 

นายเพชร เปิดเผยอีกว่า หลังจากนั้นไม่นาน ตนพบว่าอาการของผู้ป่วยเริ่มทรุดลงเรื่อยๆ จึงได้นำบอร์ดมาให้ผู้ป่วยนอนราบ เพื่อที่จะเตรียมทำการ CPR รวมถึงได้โทรประสานทางศูนย์ เพื่อแจ้งว่าผู้ป่วยมีอาการน้ำลายฟูมปาก และไม่มีชีพจร ทางศูนย์จึงให้ทีมตนเริ่มปั๊มหัวใจ และเร่งนำรถออกมาเปลี่ยนถ่ายผู้ป่วยกับรถของโรงพยาบาล ซึ่งระหว่างทางจากบ้านผู้ป่วยไปจนถึงการเปลี่ยนถ่ายรถโรงพยาบาลก็ได้มีการทำการ CPR บนรถตลอดเส้นทาง 

ส่วนเรื่องที่ผู้โพสต์ และโซเชียล ตำหนิทีมตนถึงขั้นตอนการปฐมพยาบาลที่ล่าช้านั้น ตนยืนยันว่า ได้ประเมินอาการผู้ป่วยตามขั้นตอนทุกอย่างแล้วตามที่ได้อบรมมา รวมถึงได้ประสานศูนย์ให้ทราบอาการ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยตามขั้นตอนถัดไป หลังจากเกิดเหตุตน และทีมยังไม่ได้ติดต่อเข้าไปพูดคุยกับทางญาติ และคิดว่าหลังจากนี้จะเข้าไปทำความเข้าใจกับทางญาติของผู้เสียชีวิตแน่นอน 

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่งานศพของนาย ฟูศักดิ์ อายุ 49 ปี ผู้เสียชีวิต ในพื้นที่ ต.ราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ และได้พบกับ น.ส.ศิริวรรณ อายุ 37 ปี ผู้โพสต์และเป็นญาติผู้เสียชีวิต เปิดเผยข้อมูลต่อผู้สื่อข่าวว่า ช่วงแรกที่นายฟูศักดิ์เริ่มมีอาการ แกได้ตะโกนบอกให้ญาติๆ รีบเข้ามาช่วย เพราะว่าหายใจไม่ออก แกเข้าใจว่าแกกินข้าวเยอะเกินไปจนทำให้หายใจไม่ออก ตอนนั้นญาติๆ ทุกคนก็เข้าไปช่วยรีดท้องให้ ตอนนั้นก็ยังมีสติดี ถามตอบรู้เรื่อง ซึ่งแกก็ยังบอกให้ญาติๆ โทรเรียกรถกู้ชีพให้ด้วย ซึ่งนาย ฟูศักดิ์ มีโรคประจำตัวคือเบาหวานกับความดัน แต่สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าแกมีอาการเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ทัน หรืออาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 

น.ส.ศิริวรรณ เล่าต่ออีกว่า ช่วงระยะเวลาหลังจากที่โทรแจ้ง 1669 จนรถกู้ชีพมาถึงที่บ้าน เป็นระยะเวลารวมๆ แล้วประมาณ 16 นาที กับระยะทางแค่ 650 เมตร แต่เมื่อมาถึงตนก็เห็นว่ากู้ชีพเข้าไปประเมินอาการผู้ป่วยอยู่ ตอนนั้นตนไม่รู้ว่ามีการพูดคุยอะไรบ้าง เพราะตนไม่ได้อยู่ใกล้ จากนั้นผู้ป่วยก็เดินขึ้นรถเองได้ปกติ และยังมีสติอยู่ หลังจากที่ขึ้นไปนั่งบนรถได้ไม่นาน แกก็เริ่มเงียบไป และก็เริ่มไม่มีสติ นิ่งไปเลย ซึ่งตนมองว่าขั้นตอนการปฐมพยาบาลของกู้ชีพนั้นมีความล่าช้ามาก เพราะผู้ป่วยเริ่มหมดสติแล้ว แต่ก็ยังใจเย็นอยู่ ได้แต่รีดหน้าท้อง แล้วก็ถามผู้ป่วยว่า จุกตรงไหน ทั้งที่ผู้ป่วยหมดสติไปแล้ว ตอบไม่ได้แล้ว 

ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีการฟ้องร้องกู้ชีพนั้น ตนต้องให้ทางพี่สาวของนาย ฟูศักดิ์ เป็นคนตัดสินใจ ตนก็เป็นแค่เพียงญาติ อีกทั้งนาย ฟูศักดิ์ นั้นก็ไม่มีครอบครัว ส่วนทางกู้ชีพทั้ง 2 คน ก็ยังไม่ได้เข้ามาพูดคุยอะไรกับทางเราเลย ตนก็อยากจะฝากบอกกู้ชีพทั้ง 2 คนว่าควรไปอบรมมาใหม่ ตนไม่อยากให้ไปเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับคนอื่นเลย เพราะว่ามันคือชีวิตคน ถ้าช้าแค่ 4 นาที ทุกอย่างก็จบ 

ด้านนาย อภิรักษ์ อายุ 39 ปี ญาติผู้เสียชีวิต และเป็นคนนั่งไปกับรถกู้ชีพ เปิดเผยข้อมูลต่อผู้สื่อข่าวอีกว่า จากที่ตนเห็นการปฐมพยาบาลบนรถ ตนเห็นกู้ชีพใช้มือแค่ข้างเดียวในการ CPR ซึ่งตนก็ไม่เคยเห็นวิธีการ CPR แบบนี้เลย ไม่มีการเซฟตี้อะไรสักอย่างให้กับผู้ป่วย ไม่มีการใช้เชือกกล็อกตัวเลย เวลารถเข้าโค้ง ตนก็ต้องช่วยจับประคอง จากนั้นเมื่อไปถึงการเปลี่ยนถ่ายกับรถของโรงพยาบาล ต้องก็เห็นว่าการช่วยเหลือ การปฐมพยาบาล มีความแตกต่างกันมากๆ ตอนที่อยู่ในรถกู้ชีพก็ไม่มีการใส่ท่อ หรือเครื่องช่วยหายใจอะไรด้วยเลย จนตนเห็นว่าผู้ป่วยเริ่มมีอาการกระตุกหายใจเฮือกสุดท้าย คล้ายกับว่าจะสิ้นใจ 

นาย อภิรักษ์ กล่าวต่ออีกว่า ย้อนกลับไปตอนที่กู้ชีพเข้ามารับผู้ป่วยที่บ้าน ตอนที่กำลังประเมินอาการผู้ป่วย ตนมองว่า กู้ชีพน่าจะประเมินได้ว่าผู้ป่วยอาการเริ่มแย่แล้ว ควรเร่งช่วยเหลือผู้ป่วยก่อน ไม่ใช่เอาเวลานี้มาจดรายละเอียด ถามประวัติ ซักประวัติ ตนรู้อยู่ว่ากู้ชีพต้องทำตามขั้นตอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องประเมินสถานการณ์ได้ว่าตอนนี้อาการผู้ป่วยเป็นยังไง ซึ่งจริงๆแล้ว ขับรถไปค่อยถามญาติบนรถก็ได้ เพราะยังไงญาติก็ต้องนั่งไปกับรถกู้ชีพอยู่แล้ว

Advertisement

แชร์
กู้ชีพสุรินทร์แจงดรามา ยันทำตามขั้นตอนผู้ป่วยมีชีพจร CPR ทันทีไม่ได้