
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันระหว่างวันที่ 21-25 มี.ค. ก่อนที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นลิตรละ 6 บาท ในวันที่ 26 มี.ค. ว่า ภายหลังราคาปรับขึ้นกลับพบว่าน้ำมันในตลาดมีเพียงพอ จึงเกิดข้อสงสัยจากประชาชนว่ามีการกักตุนหรือมีผู้ใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่
ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับมอบหมายให้ร่วมดำเนินการกับกระทรวงยุติธรรม โดยมีการสืบสวนขยายผลไปยังคลังน้ำมันต่างๆ ต่อเนื่อง จากที่เคยแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่กระทรวงยุติธรรม ล่าสุดได้เข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ซึ่งพบพฤติกรรมผิดปกติในการเดินทางส่งน้ำมันไปยังปลายทาง ขณะที่เรือลำอื่นๆ อีกหลายร้อยลำที่ออกจากโรงกลั่นทั้ง 5 แห่งทั่วประเทศ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเช่นกัน
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ตั้งแต่เวลา 04.00 น. ของวันนี้ (21 เม.ย. 2569) ได้สั่งการให้กองบังคับการตำรวจน้ำใช้เรือชัยจินดา ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เข้าตรวจสอบเรือทั้ง 2 ลำ โดยช่วงเช้าเข้าตรวจสอบเรือลำแรกบริเวณ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในอ่าวไทย ส่วนช่วงบ่ายเข้าตรวจสอบอีกลำที่กำลังเดินทางเข้าใกล้กรุงเทพมหานคร เพื่อเก็บข้อมูลบนเรือทั้งหมดและเปรียบเทียบกับข้อมูลจากระบบติดตามการเดินเรือ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เรือบางลำใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ ทั้งที่ตามกำหนดควรถึงปลายทางในวันที่ 25 มีนาคม แต่กลับไปถึงวันที่ 26 มีนาคม จึงต้องตรวจสอบว่ามีสาเหตุจากน้ำขึ้นน้ำลง ความหนาแน่นของท่าเรือ เรือขัดข้อง หรือมีผู้สั่งให้ชะลอการเดินทางหรือไม่
หนึ่งในกรณีที่น่าสงสัย คือ เรือบรรทุกน้ำมันจากระยองไปกรุงเทพฯ ซึ่งตามปกติใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง และควรถึงปลายทางภายในวันที่ 25 มี.ค. แต่กลับออกจากท่าแล้วไปทอดสมอกลางอ่าว ก่อนจะเดินทางต่อในช่วงบ่ายวันที่ 26 มีนาคม หากมีการส่งมอบน้ำมันตามกำหนดเดิม ราคาจะยังไม่ปรับขึ้น แต่เมื่อส่งมอบหลังวันที่ 26 มี.ค. ซึ่งราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นลิตรละ 6 บาท จากปริมาณน้ำมันประมาณ 5 ล้านลิตร อาจทำให้เกิดกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 30 ล้านบาท
อีกกรณีเป็นเรือที่ขนน้ำมันจากภาคตะวันออก 3.2 ล้านลิตรไปยังภาคใต้ ออกเดินทางช่วงเย็นวันที่ 24 มีนาคม โดยปกติใช้เวลาประมาณ 25 ชั่วโมง และควรถึงปลายทางวันที่ 25 มี.ค. เวลา 18.00 น. แต่กลับมีการจอดกลางทะเลทั้งบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ ก่อนเข้าคลังปลายทางในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ล่าช้ากว่ากำหนด 34 ชั่วโมง ซึ่งหากคิดส่วนต่างราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นลิตรละ 6 บาท อาจมีผลประโยชน์เพิ่มขึ้นประมาณ 18 ล้านบาท โดยเรือลำนี้อาจจะมีความเชื่อมโยงกับเคสบริษัทคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี
พล.ต.อ.ธัชชัย ระบุว่า การพิจารณาความผิดจะต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบ ไม่ใช่อาศัยเพียงคำให้การบุคคล เช่น ข้อมูลน้ำขึ้นน้ำลง ความหนาแน่นของท่าเรือ ระบบบันทึกการเดินเรือ และเหตุขัดข้องต่างๆ เพื่อพิสูจน์ว่าการล่าช้าเกิดจากเหตุจำเป็นหรือเป็นการประวิงเวลาโดยเจตนา
ส่วนหลักฐานของตำรวจจะเบาบางไปหรือไม่นั้น หากเป็นเรื่อง "กักตุน" อาจพิจารณาได้ยาก เนื่องจากปริมาณการครอบครองน้ำมันตามกฎหมายยังมีช่วงกว้าง แต่หากเข้าข่าย "ประวิงเวลาเพื่อจำหน่ายในราคาสูงขึ้น" ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท
ส่วนบริษัทเจ้าของคลังน้ำมัน โรงกลั่น หรือเจ้าของเรือ จะมีความผิดหรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบว่ามีส่วนร่วมสั่งการหรือรู้เห็นหรือไม่ เพราะบางกรณีเรือเป็นเพียงผู้รับจ้างขนส่งตามคำสั่งของบริษัท
ทั้งนี้ จะมีการมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางรับคดีไว้ดำเนินการในเบื้องต้น และเมื่อพยานหลักฐานครบถ้วน จะส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษต่อไป โดยยืนยันว่าจะตรวจสอบเรือทุกลำที่ขนส่งน้ำมันออกจากโรงกลั่นในช่วงเดือนมีนาคม รวมถึงตรวจสอบการรับ-จ่ายน้ำมันของคลังทั่วประเทศควบคู่กันไป
Advertisement