
วันที่ 28 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่บริเวณที่มีการตัดโค่นต้นตาล ที่ดาบวิชัย หรือ ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ ปลูกไว้ริมถนนทางหลวงทั้งสองข้างทาง บริเวณถนนสายปรางค์กู่-ห้วยทับทันบ้านพิมาย ต.พิมายเหนือ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ หลังมีประเด็นดรามาในสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า ถนนสายดังกล่าวกำลังจะมีการก่อสร้างขยายไหล่ทางของแขวงทางหลวงชนบทศรีสะเกษ ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ต้นตาลถูกตัดโค่นอยู่จำนวนหลายสิบต้น และบางส่วนถูกนำมาปลูกใหม่ในสภาพใบเหี่ยวแห้ง โดยใช้ไม้ยูคาลิปตัสค้ำยัน เพื่อพะยูงลำต้นไม่ให้ล้ม
นายเทวัน คำพรรณชนะ อายุ 47 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ถนนสายดังกล่าวก่อนหน้านี้ถนนค่อนข้างคับแคบ และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยส่วนตัว ตนคิดว่าการก่อสร้างขยายถนนเป็นเรื่องที่ดี เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้นในการขับขี่ของประชาชน ตนมองว่าถ้าไม่ตัดหรือย้ายต้นตาลออกจะก่อสร้างทำถนนได้ อย่างไรหากถนนกว้างขึ้น เชื่อว่าอุบัติเหตุจะลดลงได้อย่างแน่นอน เพราะถนนเดิมมันแคบเป็นถนน 2 เลนก็จริง แต่ไม่มีไหล่ทาง
ส่วนลูกตาลที่ตนนำมาปลอกขายตรงนี้ ส่วนหนึ่งได้มาจากต้นตาลที่ดาบวิชัยได้ปลูกไว้ และบางส่วนได้มากจากพื้นที่ไร่นาทั่วไป ก็รู้สึกขอบคุณที่ดาบวิชัยได้ปลูกพืช ซึ่งได้ออกดอกออกผลจนเกิดเป็นรายได้ให้กับชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่ได้เก็บกิน และยังเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อีกด้วย
ด้านนายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ตามที่แขวงทางหลวงชนบทศรีสะเกษได้ดำเนินการก่อสร้างขยายถนนจาก 6/8 เป็น 7/12 ระยะทาง 1.200 กม. เบื้องต้นได้สั่งการให้แขวงทางหลวงชนบทศรีสะเกษร่วมกันหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้นำชุมชนในพื้นที่แล้ว มีความเห็นในการพัฒนาหาจุดสมดุลร่วมกันได้ข้อสรุปเป็นแนวทางในการดำเนินงานว่า 1.ตันตาลที่โค่นไปแล้วให้คัดต้นที่สมบูรณ์ สภาพดีปลูกใหม่ให้ห่างจากแนวก่อสร้าง และไม่เป็นอันตรายต่อการขับขี่รถยนต์ 2.ต้นตาลที่ยังไม่โค่นให้หาวิธีล้อมตามหลักวิชาการ และนำไปปลูกใหม่ ห่างจากแนวก่อสร้าง และไม่เป็นอันตรายในอนาคต
3.เมื่อโครงการแล้วเสร็จให้วางแผนปลูกต้นตาลร่วมกันกับชุมชน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายการขับขี่รถยนต์ในอนาคต และ 4.แผนพัฒนาการท่องเที่ยวอนุรักษ์ต้นตาลที่จังหวัดฯส่งเสริมคือสายทาง ศก.4020 แยกทางหลวงหมายเลข 2200 สาย อ.อุทุมพรพิสัย-อ.ปรางค์กู่ ซึ่งปัจจุบันถนนต้นตาลสายอุทุมพรพิสัย-ปรางค์กู่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ยังไม่มีการตัดโค่นแต่อย่างใด
Advertisement