
รายงานข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า จากกรณีวันที่ 4 พ.ย. 69 กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยสาเหตุหลักของการยื่นคำร้องเกิดจากการที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องจำนวน 3 คดี ซึ่งเป็นการขอให้ศาลตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือก สว. รวมทั้งขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
สำหรับนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย 2 กกต.เสียงข้างน้อย ขอเวลา 7 วัน เพื่อเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนประกอบมติเสียงข้างมากที่จะลงนามโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต.
สำหรับประเด็นหลักของ กกต.เสียงข้างมากลงมติที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคือ “การที่ศาลฎีการับคำร้องในลักษณะที่ขอให้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติหรือการมีลักษณะต้องห้าม และรับคำขอในลักษณะขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องห้ามของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เป็นที่สุดแล้ว
โดยการกระทำเช่นว่าของศาลฎีกาจึงกระทบต่อการดำเนินการจัดให้มีการเลือกสว.ของกกต.อย่างร้ายแรง กกต.จึงมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในกรณีนี้กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจึงสามารถรับคำร้องนี้ไว้วินิจฉัยได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210วรรคหนึ่ง (2) และพรป.ศาลรัฐธรรมนูญ 2561มาตรา 44ประกอบมาตรา 7(2)
ทั้งนี้ กกต.จึงต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญของกกต.ใน 2 ประเด็นดังนี้ 1.ขอให้วินิจฉัยว่า ในกรณีที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีคำสั่งให้รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม คำสั่งรับสมัครผู้สมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวมีความเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีตามที่มาตรา63แห่งพรป.สว.2561 ที่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะเท่านั้น
2. ขอให้วินิจฉัยว่าในกรณีที่กกต. ได้มีคำวินิจฉัยตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.สว.คำวินิจฉัยของกกต.ดังกล่าวเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้มีการตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้
ทั้ง 2 ประเด็นข้างต้นมีข้อเท็จจริงและเหตุผลสนับสนุน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดการการเลือก สว.ในส่วนของการรับสมัคร การตรวจความมีคุณสมบัติ และการไม่มีลักษณะต้องห้าม ผ่านกระบวนการดำเนินการรับสมัครและประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ตามมาตรา 21และอำนาจในการลบชื่อของออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครของผู้อำนวยการเลือก ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ตามมาตรา 23และหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยของกกต.ตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.สว.คือ
โดยผู้มีสิทธิเลือกทั้ง 5 ราย ที่ศาลฎีการับคำร้องไว้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติและการมีลักษณะต้องห้ามแล้ว ผ่านผู้อำนวยการเลือกแล้ว และยังได้วินิจฉัยคำร้องที่มีการกล่าวอ้างว่าการเลือกทุจริตหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยแล้ว โดยสามารถพิจารณาได้ตามลำดับดังนี้ ดังนี้
1.) ในการตรวจสอบคุณสมบัติและการมีลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกสว.ที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลในคดีศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2569คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 9/2569 และคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 9/2569 รวม 5 รายได้แก่ นายบัลลังค์ ศรีมงคล ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่ม 4 นางวรรษมนต์ คุณแสน ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ
กลุ่ม 9 นางแดง กองมา นายสมพาน พละศักดิ์ ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่ม 10 และนางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่ม 12ซึ่งผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทตรวจสอบคุณสมบัติและการมีลักษณะต้องห้ามแล้วเห็นว่า ผู้สมัครรับเลือกทั้ง 5รายเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามจึงได้ประกาศรายชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ
ในกรณีเช่นนี้เมื่อประกาศให้ผู้สมัครรับเลือกหรือผู้มีสิทธิเลือกมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด/อำนาจบุคคลใดยื่นคำร้องเพื่อขอให้ลบชื่อผู้มีเลือกหรือตรวจสอบคุณสมบัติของผู้มีเลือกต่อศาลฎีกาได้ ประกาศดังกล่าวของผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศจึงเป็นที่สุด
2) กกต.วินิจฉัยคำร้อง กรณีมีผู้ร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยการเลือกโดยไม่สุจริตหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำวินิจฉัยที่มีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้อง ในคดีศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 8/2569คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 9/2569และคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 10/2569
โดยประกอบด้วยคำวินิจฉัยกกต. ที่ 249/2567เรื่อง การเลือกสว.ระดับประเทศ โดยได้วินิจฉัยและยกคำร้องขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและการมีลักษณะต้องห้ามของกรณีนางแดง กองมา
คำวินิจฉัยกกต.ที่ 16/2568โดยได้วินิจฉัยและยกคำร้อง กรณีนายสมพาน พละศักดิ์
คำวินิจฉัยกกต.ที่ 152/2568โดยได้วินิจฉัยและยกคำร้อง กรณีนายบัลลังค์ ศรีมงคล
คำวินิจฉัยกกต. ที่ 579/2568 โดยได้วินิจฉัยและยกคำร้อง และยังมีคำร้องของนายดิเรก พรสีมา โดยขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและการมีลักษณะต้องห้ามของนางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่ม 12“แต่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลา” เลขาธิการกกต.จึงมีความเห็นไม่รับคำร้องไว้ดำเนินการ โดยกกต.มีมติไม่รับคำร้องไว้ดำเนินการในการประชุมครั้งที่69/2569และในกรณีนี้นางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เคยวินิจฉัยตามคำร้องของนายจิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง
โดยมีมติยกคำร้อง ตามมติการประชุม กกต.ครั้งที่58/2568ด้วยแล้ว ในกรณีนี้เป็นกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกหรือผู้มีสิทธิเลือกได้ยื่นคำร้องคัดค้านว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยกกตาม.เห็นว่าไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ซึ่งเป็นการดำเนินการและใช้อำนาจตามพรป.สว.มาตรา 62ซึ่งคำวินิจฉัยของกกต.ในกรณีนี้“ถือเป็นที่สุด” ไม่อาจมีการขอให้ทบทวนหรือตรวจสอบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งซ้ำอีกได้
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในการรับคำร้องในคดีทั้งสามของศาลฎีกา ประกอบกับหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกาที่เกี่ยวกับการเลือกสว. และพ.ร.ป.สว.ที่ได้กำหนดช่องทางให้ยื่นคำร้องเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาไว้ 3 กรณี ได้แก่
1.กรณีการวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือก ในกรณีที่ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอสั่งไม่รับสมัครหรือสั่งลบชื่อผู้สมัคร ตามมาตรา 22และในกรณีผู้สมัครถูกลบชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครก่อนการเลือกระดับจังหวัดหรือระดับประเทศตามมาตรา 23
2.กรณีการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกสว. ในกรณีที่ผู้สมัครในระดับอำเภอหรือผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศเห็นว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 44
3.กรณีการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง โดยให้อำนาจเฉพาะกกต.ในการยื่นคำร้อง ในกรณีก่อนประกาศผลการเลือกตามมาตรา 60วรรคสองและกรณีหลังประกาศผลการเลือก ตามมาตรา 62
เมื่อพิจารณาทั้งสามกรณีจะเห็นได้ว่า พรป.สว.กำหนดผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและให้อำนาจศาลฎีกาไว้อย่างจำกัดและเฉพาะเจาะจงอย่างยิ่ง “ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลฎีกาหรือศาลใดในการพิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยของกกต.ได้”
และ “ไม่มีบทบัญญัติใดให้ศาลฎีกามีดุลยพินิจในการขยายเขตอำนาจในการพิจารณาคดีได้” แม้กระทั่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยและคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกและการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกสว.ที่อาศัยบทอาศัยตามพรป.สว.นั้นยังได้บัญญัติไว้เพียง 3 กรณี คือ ข้อ 16 ข้อ 30 และ ข้อ 36 ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นสอดคล้องกับ พ.ร.ป.สว.
คำวินิจฉัยของ กกต.นั้น ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยรับรองความเป็นที่สุดไว้ ปรากฏตามคำวินิจฉัยที่ 52/2546 โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ได้วินิจฉัยว่า “...การที่กกต.ใช้อำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายมาตรา 144วรรคสอง เป็นลักษณะการใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอันมีผลให้การวินิจฉัยชี้ขาดของกกต.ที่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145วรรคหนึ่ง (3)ถือเป็นยุติ...”
ขณะเดียวกันการใช้อำนาจของกกต.ในการสืบสวนสอบสวนจนได้วินิจฉัยเป็นคำวินิจฉัย“ถือเป็นยุติและเป็นที่สุด” ไม่อาจถูกทบทวนหรือตรวจสอบได้โดยองค์กรตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำวินิจฉัยที่กกต.ได้วินิจฉัยยกคำร้อง แม้กระทั่งกรณีที่ได้วินิจฉัยว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพรป.สว.มาตรา 62กำหนดให้กกต.“ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง” แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่ปรากฏว่ามีผู้กระทำให้การเลือกไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยศาลฎีกามีอำนาจและหน้าที่“เพียงเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง”ตามที่กกต.ได้วินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าว “ศาลฎีกาไม่มีอำนาจตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งในส่วนอื่นหรือบุคคลอื่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยยกคำร้อง”
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่านอกจากที่กฎหมายกำหนดให้คำวินิจฉัยของกกต.เป็นที่สุดแล้ว “ยังกำหนดหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกาอย่างจำกัด ”โดยศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจได้เฉพาะกรณีที่กกต.“ยื่นคำร้องให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง”เท่านั้น
"เมื่อพิจารณาความเป็นที่สุดของคำวินิจฉัยและอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาจึงเป็นไปอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วนแล้ว โดยเฉพาะกรณีกกต.มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่กกต.มีความเห็นว่าไม่มีการกระทำที่ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนหรือบุคคลอื่นใดได้"
อย่างไรก็ตามหากให้อำนาจศาลฎีกาหรือองค์กรตุลาการเข้ามาตรวจสอบ ทบทวนคำวินิจฉัยที่ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลใด “ย่อมเป็นการใช้อำนาจที่ทับซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของกกต.ตามรัฐธรรมนูญ ” และยังสร้างภาระในการดำเนินกิจการของกกต.เกินสมควรในการคัดค้านคำร้องเช่นว่า และไม่ได้สัดส่วนกับประโยชน์ที่จะได้รับ และกระทบต่อหน้าที่และอำนาจของกกต.ในการจัดการหรือดำเนินการให้มีการเลือกสว. ควบคุมดูแลการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวน
ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 14/2566ที่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระขององค์กรอิสระว่า “...มุ่งหมายให้มีองค์กรอิสระที่ไม่อยู่ในระบบราชการหรือเป็นหน่วยงานทางปกครองภายใต้บังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร รวมถึงกำหนดอำนาจวินิจฉัยให้เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญเป็นที่สุด และจะไม่ถูกโต้แย้งหรือตรวจสอบจากองค์กรตุลาการอีก...”
"และยังได้วินิจฉัยวางหลักการพิจารณาความเป็นที่สุดของคำวินิจฉัยไว้ว่า “... การใช้อำนาจนั้นเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลและรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุให้เป็นที่สุด ...ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยการใช้อำนาจนั้นไม่เป็นที่สุด”
จากถ้อยคำดังกล่าวจึงอาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยวางหลักว่า หากการใช้อำนาจไม่มีลักษณะเป็นการกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชน การใช้อำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ
Advertisement