
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางกำกับดูแลเครือข่ายมูลนิธิที่ยังเปิดรับบริจาคว่า เจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเป็นผู้ปฏิบัติงาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดสรรเงิน จึงขอให้แยกแยะและเห็นใจเจ้าหน้าที่เหล่านี้ เพราะกรณีปัญหาที่เกิดขึ้น 2-3 กรณี ส่งผลให้เครือข่ายกู้ภัยเกิดความสับสนและเสียกำลังใจ ไม่มั่นใจว่าตนเองจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่
สำหรับประชาชนที่ต้องการบริจาค ควรระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น ต้องการจัดซื้อเรือ 1 ลำให้มูลนิธิในพื้นที่หรือจังหวัดใด ก็สามารถตรวจสอบและสอบถามไปยังมูลนิธินั้นได้ เมื่อได้รับเงินบริจาคครบตามเป้าหมายแล้ว มูลนิธิหรือองค์กรแม่ข่าย ควรประกาศปิดยอด พร้อมแจ้งให้ประชาชนทราบว่าเงินถูกจัดสรรให้เครือข่ายในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การเปิดรับบริจาคเกินกำลัง โดยไม่มีเครือข่ายหรือระบบจัดสรรที่เพียงพอ อาจทำให้เงินบริจาคตกค้างโดยไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ และอาจเกิดปัญหาการนำเงินไปซื้อทรัพย์สินที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค หากประชาชนเห็นข่าวน้ำท่วมจังหวัดปราจีนบุรีและบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ ก็ย่อมคาดหวังให้เงินดังกล่าวถูกนำไปช่วยชาวปราจีนบุรี แม้จะไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมดในครั้งเดียว แต่หากมีเงินเหลือแล้วนำไปซื้อที่ดินหรือใช้จ่ายในเรื่องอื่น ก็ต้องพิจารณาว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้บริจาคหรือไม่ เพราะการเปิดรับบริจาคเป็นรายกรณี แต่กลับนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น อาจทำให้ผู้บริจาคเกิดความไม่สบายใจ
“ประเทศไทยยังมีมูลนิธิอีกหลายแห่งที่ทำงานอย่างชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนโอนเงินบริจาค”
เมื่อถามถึงการดูแลเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่อาจถูกแอบอ้างหรือไม่ได้รับเงินตามที่มีการบริจาค นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ขอให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยมั่นใจว่า หากมีข้อสงสัย ข้อมูล หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งกรมการปกครองได้ โดยเฉพาะกรณีถูกแอบอ้างชื่อ หรือไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนที่มีการรับบริจาคมา ซึ่งกระทรวงพร้อมรับเรื่องตรวจสอบ
เมื่อถามถึงการลงพื้นที่พบความผิดปกติหรือไม่ นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ต้องแยกการทำงานออกเป็น 2 ส่วน โดยย้ำว่าประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยและเครือข่ายลูกข่าย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน มีจุดแข็งด้านความคล่องตัว สามารถเดินทางเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้รวดเร็วและเป็นอิสระ ซึ่งกระทรวงได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายงานตัวต่อผู้บัญชาการเหตุการณ์ในแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการปฏิบัติงานและช่วยคุ้มครองเจ้าหน้าที่ โดยสามารถตรวจสอบได้ว่ามีเจ้าหน้าที่จำนวนเท่าใด เดินทางไปช่วยเหลือพื้นที่ใด ผ่านศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ และปฏิบัติงานกี่วัน รวมถึงประเมินค่าใช้จ่ายและอุปกรณ์ที่นำไปใช้ ทั้งจำนวนเรือและรถที่สนับสนุนภารกิจ
นอกจากนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนผ่านระบบเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ กรมการปกครองสามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายได้ ทั้งค่าแรงตามอัตราที่กำหนดและค่ายานพาหนะหรือค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
Advertisement