
วันที่ 21 ต.ค. 69 ผู้สื่อข่าวจังหวัดยะลารายงานว่า สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นโจทย์สำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ สืบสวนหาข่าว ป้องกันเหตุร้าย และเข้าระงับเหตุเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายใต้ภารกิจที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากความพร้อมด้านอุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ และการสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว สวัสดิการและขวัญกำลังใจของกำลังพลก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้
ล่าสุด ประเด็นการจัดสรรเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2570 กลายเป็นข้อกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสะท้อน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเบี้ยเลี้ยงของตำรวจบางกลุ่มตำแหน่งที่อาจมีการปรับลดลงจากปีงบประมาณ 2569
ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตัวเลขในเอกสารงบประมาณ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่และครอบครัว ตลอดจนความคาดหวังต่อการดูแลผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงแตกต่างจากพื้นที่ทั่วไป
เปิดตัวเลขเบี้ยเลี้ยงปี 2569 เทียบปี 2570 ข้อมูลที่ได้รับระบุถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวน 2 กลุ่มตำแหน่ง ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ตำแหน่ง นปพ. และ กก.สส.ภ.จว. - ปีงบประมาณ 2569 อัตราเบี้ยเลี้ยง 6,700 บาทต่อคนต่อเดือน - ปีงบประมาณ 2570 อัตราที่มีการระบุไว้ 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน - ส่วนต่างลดลง 1,700 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 25.4%
กลุ่มที่ 2 ตำแหน่ง อก., ป., จร. และ สส.- ปีงบประมาณ 2569 อัตราเบี้ยเลี้ยง 5,860 บาทต่อคนต่อเดือน - ปีงบประมาณ 2570 อัตราที่มีการระบุไว้ 4,300 บาทต่อคนต่อเดือน - ส่วนต่างลดลง 1,560 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 26.6%
หากตัวเลขดังกล่าวเป็นอัตราที่ได้รับจริงและมีผลบังคับใช้ตามการจัดสรรงบประมาณใหม่ จะหมายความว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มแรกมีเบี้ยเลี้ยงลดลงประมาณ 20,400 บาทต่อปี ส่วนกลุ่มที่สองลดลงประมาณ 18,720 บาทต่อปี โดยคำนวณจากส่วนต่างรายเดือนคูณ 12 เดือน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขข้างต้นเป็นข้อมูลที่ได้รับมาเพื่อประกอบการนำเสนอข่าว ยังจำเป็นต้องตรวจสอบกับเอกสารจัดสรรงบประมาณ หนังสือสั่งการ หรือคำชี้แจงจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อยืนยันว่าเป็นอัตราเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับจริง มีผลบังคับใช้เมื่อใด และครอบคลุมกำลังพลกลุ่มใดบ้าง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของตัวเลขงบประมาณเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าเป็นการลดสวัสดิการโดยเจตนา หรือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ และวิธีจัดสรรงบประมาณ จึงควรมีคำชี้แจงที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่จังหวัดยะลาได้สะท้อนความอัดอั้นและความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า การทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อน ทั้งจากสถานการณ์ความไม่สงบและปัจจัยแทรกซ้อนหลายด้าน ซึ่งผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวยังกล่าวอีกว่า สำหรับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ไม่สงบอยู่แล้ว ยากมากที่จะให้เกิดสันติสุข เพราะมีปัจจัยภัยแทรกซ้อนหลายๆ ด้าน ที่ผู้เกี่ยวข้องรู้ดีหรือทำหูทวนลม พวกเราผู้ปฏิบัติที่ลงพื้นที่จริง มันเสี่ยงภัยมากกว่าทำงานในห้องแอร์หลายเท่า เบี้ยเลี้ยงเป็นกำลังใจให้เกิดพลัง และนี่คือขวัญที่เราไม่ต้องการ แต่ก็ต้องเอา หน้าที่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง สำหรับเงินส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นเกราะกำบังชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนความรู้สึกของผู้ปฏิบัติงานที่ต้องการให้ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายเข้าใจสภาพการทำงานจริง โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างภารกิจในพื้นที่เสี่ยงภัยกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
สำหรับเจ้าหน้าที่บางราย เบี้ยเลี้ยงอาจเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่นำไปบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายประจำวัน ตลอดจนภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบ การเปลี่ยนแปลงอัตราเบี้ยเลี้ยงจึงอาจกระทบต่อการวางแผนทางการเงินและความมั่นคงในการดำรงชีวิต แม้เบี้ยเลี้ยงจะไม่ใช่สิ่งที่สามารถทดแทนความเสี่ยงในชีวิตได้ แต่ในมุมของผู้ปฏิบัติงาน เงินส่วนนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขในบัญชี เพราะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการดูแลกำลังพลที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ
ในมุมของการบริหารราชการ การจัดสรรงบประมาณจำเป็นต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ความคุ้มค่า และหลักเกณฑ์ที่ใช้กับหน่วยงานต่าง ๆ แต่สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีภารกิจด้านความมั่นคงและความเสี่ยงเฉพาะ การพิจารณางบประมาณก็ควรคำนึงถึงลักษณะงาน ภาระหน้าที่ และสภาพแวดล้อมของผู้ปฏิบัติงานควบคู่กันไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า หน่วยงานจะสามารถจัดสรรงบประมาณได้มากน้อยเพียงใด แต่รวมถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าเจ้าหน้าที่แต่ละกลุ่มควรได้รับการสนับสนุนอย่างไรให้เหมาะสมกับภารกิจ หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราเบี้ยเลี้ยงจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงเหตุผลอย่างเป็นระบบ เปิดเผยหลักเกณฑ์การคำนวณ และอธิบายให้กำลังพลเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ การปรับประเภทภารกิจ หรือการแก้ไขหลักเกณฑ์การจัดสรรในส่วนใด การสื่อสารที่ชัดเจนจะช่วยลดความคลุมเครือ ป้องกันความเข้าใจผิด และเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสะท้อนปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา
ด้าน พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้ส่งข้อความแสดงความห่วงใยถึงข้าราชการตำรวจ กรณีการจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า “การปรับลดงบประมาณดังกล่าวเป็นไปตามงบประมาณที่ได้จัดสรร ซึ่งจำเป็นต้องบริหารภายใต้ข้อจำกัดอย่างเหมาะสม และ คุ้มค่า โดยทุกภาคส่วนยังคงให้ความสำคัญกับภารกิจและกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่…ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ขอให้มั่นใจว่าเราจะก้าวผ่านทุกข้อจำกัดไปด้วยกัน และจะไม่ทอดทิ้งกัน” ข้อความดังกล่าวสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับกำลังพลท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยยืนยันถึงความจำเป็นในการบริหารทรัพยากรอย่างเหมาะสม พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจ อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมยังจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราเบี้ยเลี้ยง หลักเกณฑ์การจัดสรร และแนวทางดูแลกำลังพลที่ได้รับผลกระทบ หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราจริง
3 ประเด็นที่ต้องจับตา หากเบี้ยเลี้ยงถูกปรับลดจริง
1.ขวัญกำลังใจของกำลังพลแนวหน้า เจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติภารกิจเสี่ยงภัยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หากรายรับที่เกี่ยวข้องกับภารกิจเปลี่ยนแปลงลงโดยไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความกังวลและความรู้สึกว่าเสียงของผู้ปฏิบัติงานไม่ได้รับการรับฟัง 2.ภาระค่าใช้จ่ายและความมั่นคงของครอบครัว การลดลงของรายรับอาจทำให้เจ้าหน้าที่บางรายต้องปรับแผนการใช้จ่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่พึ่งพารายได้จากเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงเป็นหลัก ประเด็นนี้ควรได้รับการพิจารณาควบคู่กับค่าครองชีพ ภาระการเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ 3.ความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง ขวัญกำลังใจและสวัสดิการเป็นปัจจัยสนับสนุนการปฏิบัติงานของกำลังพล การดูแลเจ้าหน้าที่อย่างเหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารทรัพยากรบุคคลด้านความมั่นคง ทั้งนี้ ผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจต้องพิจารณาจากข้อมูลจริง ไม่ควรสรุปโดยปราศจากหลักฐานรองรับ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่คำถามสำคัญว่า การจัดสรรเบี้ยเลี้ยงสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย มีหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริงมากน้อยเพียงใด และหากมีการปรับลดอัตรา หน่วยงานจะมีแนวทางรองรับผลกระทบต่อกำลังพลอย่างไร สิ่งที่ควรดำเนินการในลำดับต่อไป คือ การตรวจสอบข้อมูลอัตราเบี้ยเลี้ยงอย่างเป็นทางการ การชี้แจงหลักเกณฑ์และเหตุผลของการจัดสรรงบประมาณ ตลอดจนการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เพื่อให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน และ เป็นธรรม เพราะภารกิจรักษาความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่อาจพึ่งพาเพียงแผนงานหรือยุทธศาสตร์บนกระดาษ แต่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อุปกรณ์ และสวัสดิการที่เหมาะสมกับภารกิจ
การบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ควรหมายถึงการพิจารณาเพียงตัวเลขรายจ่าย แต่ควรครอบคลุมถึงผลที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงานและความต่อเนื่องของภารกิจด้วยท้ายที่สุด เสื้อเกราะอาจช่วยป้องกันร่างกายจากอันตราย แต่ความเชื่อมั่นและขวัญกำลังใจก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเดินหน้าทำหน้าที่ได้อย่างมั่นคง เสียงสะท้อนจากแนวหน้าครั้งนี้จึงควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากผู้มีอำนาจ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องสิทธิพิเศษเหนือข้าราชการกลุ่มอื่น แต่เพื่อให้การดูแลผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นไปอย่างเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะความมั่นคงที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการมีงบประมาณที่เพียงพอเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการดูแลคนที่อยู่เบื้องหลังความมั่นคงนั้นอย่างจริงจังด้วย
Advertisement