
นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตัวแทนวิปรัฐบาล แจ้งประธานสภาผู้แทนราษฎรว่ารัฐมนตรีสะดวกที่จะเข้ารับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และชี้แจงในวันที่ 27 - 29 ตุลาคมนี้
นอกจากนี้คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบกลาง ปี 2570 จำนวน 10,508 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้ความสนใจต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ให้ความเห็นอย่างหลากหลาย และสิ่งที่เห็นในสื่อโซเชียล และการนำเสนอข่าวในช่วงที่ผ่านมา มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงอยู่หลายเรื่อง ขอชี้แจงว่าในระบบการจัดการเยียวยา เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล หรือกทม. ร่วมกับท้องที่คือกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือสำนักงานเขต จะต้องไปสำรวจความเสียหาย สำรวจผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ขึ้นทะเบียนผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผู้ประสบอุทกภัย แล้วนำข้อมูลมาเสนอยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือปภ. ที่จะรวบรวมรายชื่อเสนอของงบฯ ซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมา หรือก่อนหน้านั้นกว่าจะได้เงินเยียวยาต้องใช้เวลาอย่างน้อยเร็วสุดเป็นเดือน อย่างช้า 2-3 เดือน
แต่รอบนี้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน ขณะที่ 30 กันยายนเป็นวันสิ้นปีงบประมาณ มีเหลือเงินจ่ายงบกลางอยู่ 4,700 กว่าล้านบาท ครมเห็นชอบให้นำเงินก้อนนี้มาเตรียมการไว้สำหรับเยียวยาตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ให้เยียวยาและดำเนินการโดยเร็วที่สุด จึงมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 29 กันยายน 2569 ให้นำเงินเหลือจากงบกลางปี 2569 ตั้งไว้สำหรับเยียวยา เบื้องต้น ถ้าเงินก้อนนี้ไม่ถูกต้องไว้ จะถูกนำส่งคืนคลังตามระบบงบประมาณ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเตรียมการ และเมื่อมีการสำรวจ ข้อมูลผู้ประสบภัยและยื่นคำขอ ปภ.จึงได้ดำเนินการเร่งรัดจ่าย ซึ่งมีการสั่งจ่ายไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเรื่องส่งมาจากจังหวัด มาถึงปภ. ใช้เวลาในการตรวจสอบไม่เกิน 1 วัน โดยตรวจสอบแค่บัตรประชาชนถูกต้อง ไม่ใช่เอาชื่อผู้เสียชีวิตมาเบิก ไม่ให้มีการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน แล้วข้อมูลจะถูกส่งไปยังธนาคารออมสิน จากเดิมใช้เวลา 3 วันแต่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ลดระยะเวลาลง เหลือ 1 วัน ดังนั้น จากปภ.มาถึงธนาคารใช้เวลาเพียง 2 วัน ก็จะได้รับเงิน ดังนั้นประชาชนจึงได้รับเงินเยียวยาเร็วที่สุด แต่กลับถูกบิดเบือนว่าเงินหมดแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องโกหก บิดเบือนไม่จริงทำให้ประชาชนไม่สบายใจ ปัญหาคือไปต่อแถวเพราะกลัวไม่ได้เงิน
เมื่อมีคำขอเข้ามาและประชาชนยังไม่ได้รับเงินเยียวยาอีกกว่า 1 ล้านครัวเรือน ครม.จึงมีมติ อนุมัติงบฯกลางปี 70 แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าเงินหมด อย่างนี้คือการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปแบบ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่มีการบิดเบือน ว่าการลงข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐทำให้ช้าไม่ได้เงินหรือไม่ เป็นข้อมูลที่ผิด ทางรัฐเป็นช่องทางที่ประชาชนลงทะเบียนและข้อมูลทุกอย่าง จะอยู่ในระบบ สีเขียวคือคนที่เคยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยมาแล้วและประสบภัยซ้ำ และ อาจจะเป็นคนที่ติดเงื่อนไขต่างๆที่รัฐกำหนดไว้ แต่รายชื่อทั้งหมดจะอยู่ในระบบท้องถิ่นหรือเทศบาล อบต. หรือกทม. จะเห็นข้อมูล ซึ่งท้องถิ่นทั่วประเทศจะต้องไปตรวจสอบ ว่าจะอนุมัติจ่ายหรือไม่ รายชื่อเหล่านั้นหากถูกอนุมัติจัดส่งไปยังปภ. สั่งจ่ายได้ภายใน 2 วัน ทำไม
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังระบุอีกว่า ความสำคัญว่าอยู่ตรงที่ว่า ทำไมต่างจังหวัดทั่วประเทศทำได้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่อยู่ในพื้นที่ทำไมเขา ตรงไหนท่วมหรือไม่ท่วม ทำไมกทม.ไม่รู้ทำไม สมาชิกเทศบาล หรือสํท. สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ สอบต. และสส.ต่างจังหวัด ถึงรู้เรื่อง แต่ทำไมสก หรือสส.ในกทม.ไม่รู้เรื่อง ตรงนี้เป็นจุดที่ต้องสอบถามหรือไม่ ทำไมต่างจังหวัดจึงได้รับการดูแลดีกว่ากทม. ไม่ใช่ว่าใช้ระบบไม่เหมือนกัน แต่เป็นการใช้ระบบเดียวกัน แต่คนที่ประสานงานให้ประชาชน เขาเข้าใจงาน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
นอกจากนี้ในการขอเงินเยียวยาเงินทดลองราชการ เป็นเงินก้อนที่ใช้สำหรับซ่อมแซมบ้านเรือน กทมไม่ได้เปิด API เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันทางรัฐ ทางรัฐทำได้แค่เป็นทางเข้าตรวจสอบตัวบุคคล ซึ่งต้องไปถามทางกทม.ว่าเหตุใดจึงไม่เชื่อมโยงกัน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าแอปพลิเคชันทางรัฐมีปัญหาแต่ระบบหรือคนที่อยู่หน้างานมีปัญหา ทำไมต่างจังหวัดถึงให้คนไปหาชาวบ้านในลงพื้นที่น้ำท่วมได้ แต่กทม.และคนที่ทำงานเพื่อประชาชน ถึงลงไปหาและสำรวจไม่ได้ ตรงนี้เป็นจุดแตกต่างที่ทำให้กทม แม้จะได้รับความช่วยเหลือ ที่อาจจะติดขัดแต่กทม. มีข้อมูลว่า ได้รับความช่วยเหลือเยียวยามากที่สุด เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น เมื่อข้อมูลทุกอย่างถึงธนาคารถือว่าตรวจสอบแล้ว แต่สุดท้ายข้อมูลจากคำของบประมาณ งบกลาง เห็นว่ากทม. ขอมาทั้งสิ้นไม่มีการคัดกรอง 1 ล้านกว่าหลังคาเรือนทั้งที่มีการ ที่ขณะที่มีการจ่ายไปแล้วกว่า 3 แสนหลังคาเรือน รวมทั้งหมด 1,300,000 ครัวเรือน สิ่งที่ต้องทำ กทมและผู้ที่ทำงานเพื่อประชาชน ต้องทำงานเพื่อชาวกทมช่วยกันตรวจสอบค้นหาดำเนินการ คนที่ได้จริงต้องได้ ไม่ใช่หน้าที่ปภ.หรือธนาคารต้องไปตรวจสอบ แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ของท้องถิ่น เทศบาล กทม. และอบต. ที่ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่อยากให้ ผู้ที่มีสถานะเป็นตัวแทนของประชาชน(สส.)ออกมาให้ข้อมูลบิดเบือน และสร้าง ความตระหนกให้กับชาวกทม ต้องไปต่อคิวต่อแถว ต้องไปรอการเยียวยาวก็จะได้หรือไม่ ตรงเป็นการดำเนินการที่ไม่สมกลับไปถึงตัวแทน พี่น้องประชาชน ในส่วนนี้รัฐบาลยังดำเนินการให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยา และฟื้นฟูอย่างเร็วที่สุด
Advertisement