
วันที่ 15 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมประจำปี 2026 ของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ว่า ขณะนี้เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว จากการรับฟังคนที่มาร่วมงานมีความประทับใจในการจัดงาน รวมถึงเนื้อหาสาระของงานที่มีความเข้มข้น ในส่วนของประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงหลายภาคส่วนก็ได้ขึ้นเวทีแสดงบทบาทด้านการเงินการคลังได้อย่างน่าสนใจ
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า อยากให้ประชาชนช่วยกันสังเกตข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก เหมือนมีความจงใจปล่อยออกมาพยายามดิสเครดิตว่าการจัดประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้รับโอกาสหรือถูกโจมตี ซึ่งจากการตรวจบางสำนักข่าวที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่บริหาร IMF ตำหนิประเทศไทย ทั้งที่ข้อเท็จจริงสิ่งที่เขาพูดไม่มีการตำหนิประเทศไทย แต่เป็นการพูดพูดถึงวงกว้างว่าทั่วโลกเผชิญกับปัญหาอะไร ในทางกลับกันเขายังได้ชื่นชมประเทศไทยว่าได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี AI และประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจด้านการค้าขายระหว่างประเทศค่อนข้างสูง แต่ถูกเพจสำนักข่าวดังกล่าวบิดเบือน และให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งวันนี้รัฐบาลส่งข้อมูลไปศูนย์ข่าวปลอมของกรมประชาสัมพันธ์แล้ว
นายเอกภพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการตัดคำพูดของนายกรัฐมนตรีในเวที CNN Global Perspectives: In Bangkok ซึ่งตั้งใจจัดเป็นเวทีคู่ขนานกับการประชุม World Bank เพื่อนำเสนอมุมมองของประเทศไทยสู่ชาวโลก โดยได้ตัดท่อนที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงโอเลี้ยงว่าไม่เหมาะสม แต่ไม่มีใครพูดถึงภาพรวมการพูดของนายกรัฐมนตรีที่พูดถึงการเปิดโอกาสประเทศไทยสู่เวทีโลก การเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย และสิ่งที่ประเทศไทยได้ทำเพื่อขับเคลื่อนให้ได้อยู่ในจุดที่สายตาชาวโลกมองเห็น ที่สำคัญคือทำให้ประเทศไทยได้เป็นจุดยืนผู้นำด้านการเงินการคลังระหว่างประเทศได้ด้วย
ดังนั้นการจัดงาน World Bank ครั้งนี้ คิดว่าคนไทยทุกคนควรจะภูมิใจ แต่เสียใจที่คนบางส่วนใช้โอกาสนี้ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นความภาคภูมิใจทำให้แปดเปื้อนหรือสูญเสียไปเพียงแค่หวังโจมตีรัฐบาล อย่าลืมว่า 35 ปีที่แล้ว World Bank มาจัดที่ประเทศไทย ขณะนั้นเรายังเป็นประเทศยากจน ผ่านมาวันนี้ประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น การที่มีคนบางกลุ่มต้องการปล่อยภาพหรือข่าวที่เป็นข้อความเท็จ ทำให้ความตั้งใจเล็กๆน้อยๆของคนที่มาร่วมงานสูญเสียไป จึงคิดว่าอีกครึ่งทางของการจัดงาน อยากให้ทุกคนมาเป็นเจ้าภาพที่ดีไม่ต้องชื่นชอบหรือเชียร์รัฐบาลก็ได้ แต่ขอให้ดูงานนี้ด้วยความเป็นกลาง และคิดว่าจะใช้ประโยชน์ให้ประชาชนอย่างไร ไม่ต้องคิดว่าเป็นผลงานรัฐบาลหรือหน้าตาของนายกรัฐมนตรี แต่ให้คิดว่าเป็นหน้าตาและผลงานของประเทศร่วมกัน จึงอยากเชิญชวนให้มาสร้างสรรค์สิ่งดีๆด้วยกัน
เมื่อถามว่า หมายถึงสำนักข่าวหรือโซเชียลที่เสนอข่าวเรื่องนี้ นายเอกภพ กล่าวว่า มันเริ่มต้นที่บางจุด ซึ่งตนไม่เห็นสำนักข่าวนี้อยู่ในระบบเมื่อแจ้งเฟคนิวส์ ไม่รู้ว่าเป็นสำนักข่าวหรือตั้งตัวเองเป็นสำนักข่าว แต่ใช้บัญชีโซเชียล และหลายคนก็มีการใช้ บัญชีโซเชียล และพูดถึงเรื่องโอเลี้ยงขยายเป็นวงกว้างใหญ่โต
และเมื่อถามต่อว่า เมื่อมีการนำสำนักข่าวนั้นไปเข้าศูนย์เฟคนิวส์ จะมีการดำเนินคดีหรือไม่ นายเอกภพกล่าวว่า ก็เป็นการตรวจเช็ค
แล้วจะรับผิดชอบอย่างไร แต่ถ้าเป็นบัญชีโซเชียลของประชาชนตามปกติ ควรจะต้องแชร์หรือต้องติดตามข้อมูลต่อหรือไม่ ในส่วนของสำนักข่าวที่มีการนำข่าวนี้ไปเสนอ จะเอาผิดด้วยหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า อยู่ที่การตรวจสอบว่าการเสนอข่าวแล้วอ้างอิงว่ามาจากใคร โดยเฉพาะสื่อมวลชนเวลาจะแชร์ ถ้าเราเอาข้อมูลเท็จไปแชร์ โดยที่ไม่ตรวจสอบ เป็นเรื่องน่ากังวลมาก เพราะการพูดบนเวทีเป็นสิ่งที่เปิดเผยไม่ใช่ให้สัมภาษณ์ส่วนตัว เมื่อเห็นชัดว่าบิดเบือน ต้องไม่ให้การสนับสนุนเผยแพร่ข่าวสารเหล่านี้
เมื่อถามต่อว่าถ้าสำนักข่าวนำไปเผยแพร่จะมีการเอาผิดกับสำนักข่าวด้วยหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า อยู่ที่ดุลพินิจ จริงๆ ในฐานะการทำงานเราไม่ต้องการจะเอาผิด ไม่ใช่จะไปไล่ฟองจนหมด ในฐานะการทำงานของโฆษกฯ เราชี้แจงข้อมูลด้วยข้อเท็จจริง ก็ช่วยเอาข้อเท็จจริงไปเผยแพร่ต่อ หรือถ้าจะให้ดีก็ช่วยตรวจสอบ
“ สิ่งที่ผมพูดหรืออ้างถึงมันจริงไหม ช่วยกันเผยแพร่ต่อสิ่งที่จริง ก็จะทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ มันเป็นไปได้ยาก”
เมื่อถามถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงไอเอ็มเอฟจะบุกเข้าไปในที่ประชุมและจะปักหลักค้างคืน จนถึงวันที่ 18 ตุลาคม จะกระทบกับการประชุม IMF หรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่าไม่รู้ความต้องการ ของผู้ชุมนุมคืออะไร สามารถพูดคุยได้หรือไม่ การชุมนุมเป็นศิษย์โดยชอบตามรัฐธรรมนูญที่ใครจะชุมนุมก็ได้ แต่การชุมนุมต้องไม่ไปเบียดบังสิทธิ์ของผู้อื่น ไม่ทำผิดกฎหมายในระหว่างนี้เราทำหน้าที่กันทุกคน ไทยเราอยู่ในสายตาของโลก เราช่วยกันทำให้ไทยอยู่ในเวทีโลกในด้านการเงินการคลัง ทำงานหนักทุกคน ดังนั้นถ้าผู้ชุมนุมมีความต้องการอะไร สามารถพูดคุยกันได้ ทุกเวที ทุกการชุมนุมจะเห็นว่าตัวแทนของรัฐบาล แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็เข้าไปรับเรื่องกับผู้ชุมนุม และส่งเรื่องให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ปัญหาให้ จึงไม่มีมีความจำเป็นอะไร พี่จะแสดงความรุนแรง ที่จะเป็นปัญหาในการทำ ประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ถ้ามีอะไรที่ไม่สบายใจขอให้ใช้การพูดคุยดีกว่า จะส่งผลกระทบเชิงลบ กับสิ่งที่เราตั้งใจทำ
ขณะที่ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราไม่อยากให้นำตัวเลขนี้เป็นตัวเลขเดียว แล้วมาวัดหรือตีค่าประเทศไทยในระดับที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ มีหลายตัวเลขที่เราจะหยิบมา ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีการรายงานในปี 2026 ว่า ประเทศไทยมีการลงทุนของต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นกว่า 30% หากเทียบกับปี 2024-2025 และในส่วนของตัวเลขเงินสำรองระหว่างประเทศของไทย จากรายงานของ IMF อยู่ที่ 2.2 เท่า หากเทียบกับหนี้สาธารณะต่างประเทศในระยะสั้น
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด ว่าประเทศไทยมีการเติบโตอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่างประเทศ อย่างรอยเตอร์ที่รายงานว่า ประเทศไทยทำได้ดี กับการจัดการการผันผวนของพลังงานมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมถึงซินหัวของประเทศจีน มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการรับมือความผันผวนของประเทศไทยอย่างมากมาย และสื่อของประเทศอังกฤษ มีการรายงานการเติบโตของเศรษฐกิจ และการจัดการกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนของประเทศไทยออกมาได้ดี
Advertisement