
(13 ต.ค. 2569) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงพื้นที่โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อดูปัญหาและข้อเท็จจริง กรณีโรงเรียนประกาศยกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล หรือ "แตงโม ยูไนเต็ด" ซึ่งมี นายสกล เกลี้ยงประเสริฐ เป็นผู้ดูแล โดยเมื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาถึง ได้มีแยกห้องพูดคุย และรับฟังความเห็นทั้ง 2 ฝ่าย เริ่มจากกลุ่มผู้ปกครอง และตัวแทนชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล หลังจากนั้นได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากคุณครู และบุคลากรของโรงเรียน
โดยบางช่วงตัวแทนชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล ให้ข้อมูลว่าได้เล่าความเป็นมาตั้งแต่ อ.สกล ออกจาก รร.หมอนทองวิทยา และไม่อยากให้ไปจากจังหวัดเนื่องจากต้องการให้สร้างชื่อเสียงต่อไป จึงประสานมา รร. ดังกล่าว โดย ผอ.รร. ไม่ยินดีรับพวกเรามาตั้งแต่เริ่ม จนกระทั่งตนไปกราบเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ ซึ่งมีดำริว่าเป็น รร.ลูก และสมัยก่อนมีชื่อเสียงแต่ตอนนี้เด็กนักเรียนเหลือน้อย ต้องการให้ปลุกชีวิต รร. ขึ้นใหม่ จึงเข้ามาอยู่ซึ่งเราพร้อมซัพพอร์ตทุกอย่าง และได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อพัฒนารร.ให้ดีขึ้น และทุกคนจ่ายค่าเทอมตามปกติ แต่ที่ผ่านมามีปัญหาหลายเรื่อง
แม้กระทั่งเหตุการณ์วันที่ 2 ก.ย. ได้มีการยื่นเรื่องสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา (สพม.6) จนมีคำสั่งให้ ผอ.ช่วยราชการ ซึ่ง ผอ.ได้อุทธรณ์คำสั่งว่าชอบด้วยกฎหมาย และกลับมาที่ รร. วันที่ 26 ก.ย.
จากนั้นวันที่ 30 ก.ย. ผู้ปกครองและชมรมมีการร้องคัดค้านคำสั่งอีกครั้ง เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และวันที่ 8-9 ต.ค. ก็มีการออกแถลงการณ์ยกเลิก MOU ดังกล่าว อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการพูดคุยกัน แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ สิ่งที่ต้องการคือขอให้ ผอ. คนดังกล่าวออกจากพื้นที่ก่อน เพราะความรุนแรงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้เกิดที่พวกเรา แต่เกิดจากท่านที่พยามเสี้ยมคน อย่างไรก็ตามหากเป็นก่อนหน้านี้การให้ถอยคนละก้าวเป็นไปได้ แต่ตอนนี้มันเกินเลยมามากแล้ว เพราะลามไปถึงการไซโคเด็ก บุคลากรที่มีมุมมองกับนักกีฬาที่ต่างออกไป ดังนั้นเรื่องนี้คงอยู่ร่วมกันยาก เพราะผู้ปกครองรู้สึกอึดอัด
ขณะที่ตัวแทนผู้ปกครองระบุว่า ตนไม่ได้หวังอะไรมาก หวังเพียงให้นักเรียนและนักกีฬาฟุตบอลในโรงเรียนแห่งนี้ ให้ทุกอย่างทุกฝ่ายเดินไปด้วยกันได้ อยากให้ลูกๆ ได้เรียนที่นี่และเป็นนักกีฬาฟุตบอลที่นี่ นอกจากนี้กว่าที่เด็กๆ จะมาถึงจุดนี้ได้ต้องลำบาก และไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป ซึ่งเด็กมีความฝันและอยากมีอนาคต แม้จะเรียนไม่เก่ง แต่มีความมุ่งหวังที่จะใช้ฟุตบอลต่ออาชีพในอนาคต ทั้งนี้ผู้ปกครองทุกคนรู้สึกอึดอัด
ส่วนอีกด้านคุณครู รร.พุทธิรังสีพิบูล หลายคนสะท้อน ว่า ผอ.ได้ปรึกษาเรื่องที่ชมรมฟุตบอลจะเข้ามา โดยที่ผ่านมาพบว่าเขามีความมั่นใจสูงทั้งนักกีฬาและผู้ฝึกสอน เมื่อโรงเรียนพูดอะไรจะไม่ฟัง ทั้งนี้ รร. มีนักเรียน 800 กว่าคน นักกีฬาฟุตบอล 160 คน ซึ่ง 700 คน สะท้อนว่ามีการแย่งพื้นที่มีการเขม่นกัน นอกจากนี้ยังสะท้อนในการรับนักเรียน ซึ่งต้องมีการพิจารณาคะแนนให้ตรงกับแผนการสอน และมีการเทียบโอน โดยทางรร.ประสานงานกับชมรมตลอด แต่ไม่รู้เหตุใดเมื่อนำเด็กมาสมัครเรียนต้องมีการออกสื่อว่านักเรียนคนนั้นคนนี้มาเรียนที่ รร. ซึ่งตามหลักควรมาสมัครและรอ รร. ตอบรับ
นอกจากนี้การย้ายนักเรียนระหว่างเทอม ต้องมีผลการเรียน ซึ่งบางรร.ไม่ได้เรียนตามแผนที่เราจัด และย้ายมาหลังสอบกลางภาคเสร็จ และผลการเรียนบางรายวิชาไม่มี เช่น ภาษาจีน สามารถเทียบโอนได้ สอนเสริมได้ แต่จะทำให้ยุ่งยากทำไม เมื่อเด็กสามารถเรียนที่เดิม เมื่อจบภาคเรียนค่อยเทียบโอนจะดีกว่าหรือไม่ รวมถึงรร. ยังไม่ตอบรับการย้ายนักเรียนแต่อีกฝ่ายทำหนังสือส่งตัวพร้อมคะแนนเวลาเรียนมา ซึ่งมีการโทรแจ้งโรงเรียนต้นทาง และได้รับคำตอบว่าทางชมรมบังคับให้เด็กมา เพื่อให้ลงแข่งขันได้ทัน หรือแม้แต่มีการโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย กล่าวถึงผอ.ที่ถูกย้ายไปช่วยราชการ และมีการการพูดถึงถ้าเป็นเขาจะบุกไปกราดยิงทั้งหมด ซึ่งแฟนคลับคนกลุ่มนี้กลับพูดแบบนี้ ซึ่งตัวคุณครูและบุคลากรในโรงเรียนรวมถึงนักเรียนและผู้ปกครอง รู้สึกกังวลใจ แต่ไม่ตอบโต้
อย่างไรก็ตามหลังจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการพูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่าย โดยใช้เวลารวมกว่า 3 ชั่วโมง ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า หลังจากพูดคุยทั้ง 2 ฝ่าย สิ่งสำคัญ คือ ต้องเห็นประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ ตนคงไม่มีคำตอบที่ทุกคนจะยินดีทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นต้องถอยคนละก้าว โดยย้ำว่าจะให้ความสำคัญเรื่องเด็กเป็นอันดับแรก ส่วนในอนาคตตนจะนำเรื่องกลับไปที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยขอเวลาจากทั้ง 2 ฝ่ายประมาณ 7 วัน ซึ่งอาจมีการร่าง MOU ฉบับใหม่ เพื่อดำเนินกิจกรรมต่อไป ทั้งนี้จะต้องเรียกทั้ง 2 ฝ่าย มาพูดคุยกันอีกครั้ง ซึ่งวันนี้ตนได้รับข้อมูลและเอกสารจำนวนมาก แต่ละฝ่ายมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นภายในหนึ่งสัปดาห์ จะมีการมาพูดคุยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน บน MOU ฉบับใหม่
จากความเห็นขัดแย้งของทั้ง2 ฝ่ายการร่าง MOU จะช่วยยุติเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้จริงหรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า จะมีการตรวจสอบในเรื่องนี้ เนื่องจากต่างคนต่างมีความคิดและมุมมองของตนเอง ซึ่งต้องขอให้ทุกคนใจเย็น นำเอกสารมาพิจารณาและมาพูดคุยกัน บนอารมณ์ที่ปกติ ซึ่งเข้าใจได้ว่าแต่ละฝ่ายต่างมีอารมณ์ร่วม และมีความไม่เข้าใจกัน ในฐานะคนกลางจะพยายามทำให้ดีที่สุด
มีการประเมินต่อหรือไม่หาก MOU ที่จัดทำขึ้นใหม่ไม่สามารถสมานรอยร้าว ทางออกสุดท้ายที่ประเมินไว้คืออะไร นายอัครนันท์ กล่าวว่า ถ้าวันนี้ทุกคนมองเด็กเป็นที่ตั้ง จะมีคำตอบของตัวมันเอง แต่หากทุกคนยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่มีทางจะมีคำตอบแน่นอน ต่อให้กระทรวงมา 10 กระทรวงหรือลงมากันทุกคน แต่ยังยึดมั่นถือมั่นถืออัตตาของตัวเองไม่มีทางจบ ดังนั้นทุกคนต้องยอมเพื่อให้เด็กเป็นเป้าหมายสุดท้ายเพื่อให้การมาของตนในวันนี้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับเด็กมากที่สุด
สำหรับช่วง 7 วันนี้ จะต้องมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ในโรงเรียนอย่างไรหรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนบอกว่าหากทั้ง 2 ฝ่ายคิดถึงเด็ก ทุกคนจะมีภาวะเพียงพอที่จะดำเนินกิจการ โดยเฉพาะโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ควรทำกิจการใดที่เป็นอันตรายและส่งผลกระทบต่อเด็ก หาก 2 ฝ่ายรักเด็กและลูกหลาน อยากให้เขามีโอกาสทางการศึกษา และมีกิจกรรมการเล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล ทุกคนต้องมีสติมากๆ ในการทำกิจกรรมช่วงนี้
Advertisement