
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 ต.ค. 69 ที่โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้
โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง รศ.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ร่วมประชุม และประชุมผ่านระบบออนไลน์
นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เรามาปฏิบัติภารกิจในการรับเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่จังหวัดปัตตานี จึงใช้โอกาสนี้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เพราะจากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแสดงให้เห็นว่า ตอนนี้หลายจังหวัดยังมีความเสี่ยงประสบอุทกภัยจากปริมาณน้ำฝนที่จะตกชุกครอบคลุมแทบทุกจังหวัดในภาคใต้ โดยเริ่มมาจากจังหวัดเพชรบุรีถึงประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่ในห้วงเวลานี้จนถึงสิ้นเดือน ต.ค. 69
จึงต้องมีการประชุมซักซ้อมความพร้อมเตรียมรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยขอย้ำว่า "มันไม่ควรจะเกิดขึ้น" แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วพวกเราจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร เพราะดูแล้ว ยังไม่มีวี่แววจะลดลง "การเตรียมพร้อมคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ในวันนี้" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ความพร้อมในการดูแลประชาชน" ด้วยการ "คาดการณ์สถานการณ์ได้ล่วงหน้าและมีการเตรียมการศูนย์พักพิงเพื่ออพยพผู้คน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ โดยจำแนกตามอาการป่วยไปยังสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อให้เขาปลอดภัย
หลักการคือ "ต้องไม่มีพื้นที่ไหนที่ถูกละเลย" การสื่อสารกับพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยการสื่อสารที่ทั่วถึง เข้าใจง่าย ใช้ถ้อยคำภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจทันที เป็นภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ ไม่ต้องอาจอธิบายทางเทคนิคหรือเหตุผลอะไรที่ไม่จำเป็น ต้องย้ายออกเมื่อไหร่ กลับเข้ามาได้ตอนไหน ทำอะไรบ้าง 1 2 3 4 5 ให้ชัดเจนไปเลย เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ได้ และในการบริหารจัดการน้ำ ต้องสื่อสารกันระหว่างรอยต่อพื้นที่ต่อพื้นที่ด้วย เพื่อที่จะให้พื้นที่ที่รับน้ำต่อเตรียมความพร้อมการแจ้งเตือน และการดูแลประชาชน ซึ่งจะลดความรุนแรงในพื้นที่ต่าง ๆ และลดความขัดแย้งในพื้นที่ได้ โดยสิ่งที่เราต้องเน้นย้ำก็คือ "การเข้าไปช่วยให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยในชีวิต" และได้รับการดูแลให้อยู่ในที่ปลอดภัย มีปัจจัย 4 ครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่อง
หากเกิดสถานการณ์ จุดวิกฤติที่สุดก็คือ เมื่อปริมาณน้ำมาถึง การเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางต้องดำเนินการอย่างทันท่วงที รวมถึงการดูแลห่วงโซ่อาหาร (Supply Chain) ทั้งวัตถุดิบ อาหารสด เนื้อ ผัก ไข่ น้ำมันพืช แก๊ส เครื่องปรุง ต้องมีการประสานผู้ประกอบการอาหาร ผู้ประกอบการขนส่ง ทั้งอาหาร อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย พวกปั๊มน้ำ เครื่องสูบน้ำ เรือยนต์ หรือยานพาหนะต่างๆ ไว้เป็นการล่วงหน้า ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการบริหารจัดการรวมถึงอนุมัติใช้เงินทดรองราชการโดยใช้ดุลพินิจ เบิกจ่ายด้วยความถูกต้อง ดโปร่งใส ทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้ โดยไม่ต้องรอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเดียว เพราะอาจจะต้องใช้เวลาในการเดินทางของเครื่องจักรกล ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์ และถ้าสามารถเตรียมพร้อมลักษณะนี้ได้ การดูแลพี่น้องประชาชนก็จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ อยู่ภายใต้การควบคุม
ในเรื่อง "ศูนย์พักพิง" ต้องมีมาตรฐาน สามารถระบายอากาศได้ดี มีห้องน้ำ ห้องท่าที่ถูกสุขลักษณะ โดยบูรณาการร่วมมือกับทุกๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ องค์กรภาคเอกชนต่างๆ ระดมสรรพกำลังให้พร้อมเวลามีภัยต่าง ๆ และสามารถใช้เงินทดรองราชการในการจ้างทำความสะอาดห้องน้ำห้องท่าให้ถูกสุขลักษณะสาธารณสุขด้วย และในส่วนของ "กระทรวงสาธารณสุข" ต้องเตรียมความพร้อมแยกคนป่วยตามประเภทไปยังสถานพยาบาล และต้องมีแผนการส่งต่อด้วย เพราะหากสถานพยาบาลได้รับผลกระทบ ก็จะต้องมีเครือข่ายในการส่งต่อผู้ป่วย รวมถึง กระทรวงศึกษาธิการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมอบหมายหน่วยงานในพื้นที่นำกำลังบุคลากรและนักศึกษาวิชาชีพช่างและคหกรรมไปร่วมสนับสนุนศูนย์พักพิง รวมถึงการซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าของประชาชน
ในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรีได้สั่งการ 7 แนวทางเตรียมความบริหารจัดการสถานการณ์ อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ 1. ติดตาม และประเมินสถานการณ์ กำหนดพื้นที่เสี่ยง จุดเฝ้าระวัง ทบทวนข้อมูลพื้นที่ที่เคยประสบภัย พื้นที่ลุ่มต่ำ จุดระบายน้ำสำคัญ เส้นทางคมนาคมและพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ 2. ตรวจสอบและปรับปรุงระบบการระบายน้ำ อาทิ คู คลอง ประตูระบายน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมแก้ไขจุดเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ 3. เตรียมพร้อมด้านกำลังพลและทรัพยากร รวมถึงแผนสนับสนุน ต้องมีการจัดทำและบูรณาการทรัพยากรระหว่างพื้นที่ โดยแต่ละจังหวัดจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อนหรือส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่น และสามารถบูรณาการความช่วยเหลือระหว่างพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. การอพยพและการแจ้งเตือนประชาชน ให้ทบทวนจุดอพยพ ศูนย์พักพิงชั่วคราว เส้นทางอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และช่องทางการสื่อสารแจ้งเตือน โดยให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. กำกับติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน การเตรียมความพร้อม ปัญหาอุปสรรค และความต้องการรับการสนับสนุนมายังกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย 6. ประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งเหตุฉุกเฉินและช่องทางติดต่อหน่วยงานภาครัฐให้ชัดเจน และ 7. จัดตั้ง "ศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ของแต่ละหน่วยงานตามภารกิจและความรับผิดชอบ" เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงาน การประสานงาน และการสนับสนุนทรัพยากร ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ
"ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดต้องใช้ช่องทางสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย และหน่วยประชาสัมพันธ์ภายในจังหวัด ดำเนินการกระจายข้อมูลข่าวสารออกไปทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นช่องทางของจังหวัดหรือโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม เอ็กซ์ หรืออะไรต่าง ๆ มีอยู่ แม้กระทั่งเป็นช้องทางส่วนตัวผู้ว่าฯ ช่องทางของจังหวัดเอง ของนายกเหล่ากาชาดจังหวัด ข้าราชการในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ เพื่อให้ "ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง" ตามที่รัฐบาลได้ประกาศตลอดเวลาว่า "ขอให้ยึดถือข้อมูลที่ทางราชการแจ้งประชาสัมพันธ์ให้กับพี่น้องประชาชนออกไปเป็นหลัก"
และในที่ประชุมนายกรัฐมนตรียังได้ เน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประชาสัมพันธ์กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ที่เริ่มมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา ซึ่งครอบคลุมภัยจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมทั้งกำชับหากเกิดภัยจะต้องมีการประกาศพื้นที่ประสบภัย และแจ้งมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อเร่งสำรวจและยืนยันข้อมูลในการเบิกจ่ายประกันภัยตามกรมธรรม์ ครัวเรือนละ 10,000 บาท ในเบื้องต้น และค่าซ่อมแซมบ้านเรือนตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท กรณีเสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท
สำหรับผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เข้าร่วมประชุม อาทิ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ผู้แทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายไชยพร นิยมแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พร้อมผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าสำนักงาน ปภ. จังหวัด ฝ่ายปกครอง
Advertisement