
(8 ต.ค. 2569) ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงปฏิบัติการตรวจค้นในวันนี้ว่า เป็นการขยายผลสืบเนื่องมาจากกรณีเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งชุดปฏิบัติการได้เข้าตรวจค้นและดำเนินการในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้เรียกตัวนายไดมอนด์ หนึ่งในผู้ต้องหา เข้ามารับทราบข้อหา ขณะเดียวกันกรมการปกครองได้ขยายผลดำเนินคดีในหลายพื้นที่ ทั้ง จ.ภูเก็ต และพื้นที่อื่นๆ จนรวบรวมพยานหลักฐานได้แน่นหนาพอ จึงนำไปสู่การขออนุมัติหมายค้นจากศาลอาญาเพื่อเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้
สำหรับการดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและคำสั่งของกระทรวงยุติธรรม ที่มอบหมายให้ DSI ตรวจสอบกรณีมีกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่ได้รับการแปลงสัญชาติไทย แต่กลับอาศัยประโยชน์จากการได้สัญชาติไทยมารวมตัวกันประกอบธุรกิจ ตลอดจนหลีกเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของไทย โดย DSI ได้รับเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องสืบสวนแล้ว
จากการสืบสวนเชิงลึก พบพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มนอมินี ความผิดปกติในการดำเนินงานของสมาคมและมูลนิธิ ข้อมูลการสวมสัญชาติและการหลีกเลี่ยงภาษีอากร การถือครองที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในลักษณะของคนต่างด้าว และข้อมูลสำคัญอื่นๆ อีกมากที่จะนำไปขยายผล
ปฏิบัติการครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่อปฏิบัติการยุทธรัฐ หมายถึงการดึงอำนาจตามกฎหมายของรัฐจากหลากหลายหน่วยงานมาบูรณาการทำยุทธวิธีร่วมกัน โดย DSI ได้นำหมายค้นศาลอาญา 4 หมาย เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุด
จุดที่ 1 ถนนพระอาทิตย์ ตรวจค้นพื้นที่ตั้งของมูลนิธิชาบัดและนิติบุคคลอื่นๆ รวม 5 นิติบุคคล ที่ตั้งรวมอยู่ในสถานที่เดียวกัน พบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 3 คน ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งได้ดำเนินคดีกับนายจ้าง 1 คน ในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต
จุดที่ 2 บริษัทในเขตบางรัก พบพยานหลักฐานสำคัญหลายอย่าง ทั้ง เอกสารการจดทะเบียนมูลนิธิและสมาคม, เอกสารรับเงินบริจาค, บัญชีรายชื่อสมาชิก, เอกสารการซื้อขายที่ดินการก่อสร้างอาคาร, การยื่นเสียภาษี, การดำเนินกิจการของชาบาดเฮ้าส์ ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร, กิจการโรงแรมหรือที่พัก รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวกับนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานแห่งเดียวกัน 61 บริษัท จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีบุคคลกลุ่มเดียวกันมีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลหลายแห่ง ซึ่งในกลุ่มดังกล่าวมีบุคคลได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ
จุดที่ 3 ตรวจค้นยิวสมาคมแห่งประเทศไทย บริเวณเขตคลองเตย เป็นจุดที่มีเส้นทางการเงิน ทรัพย์สินและพยานหลักฐานต่างๆ เชื่อมโยงมาถึง และพบต่างด้าวสัญชาติลาว 2 คน ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต จึงได้ดำเนินคดีกับนายจ้าง 1 คน ในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต
ผลจากการตรวจค้นทั้ง 3 จุด พบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเอกสารสำคัญจำนวนมาก ซึ่งจะได้ส่งมอบให้แต่ละหน่วยงานนำไปขยายผลตามภารกิจ
สำหรับผลปฏิบัติการของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย เน้นการตรวจสอบการบริหารจัดการ การเงิน และการดำเนินงานของมูลนิธิและสมาคมเป็นหลัก เพื่อสนับสนุนข้อมูลในการจัดทำสำนวนคดี กรมที่ดิน อยู่ระหว่างรอผลสรุปที่มาของเงินและการถือครองที่ดิน หากพบว่าเป็นการถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย กรมที่ดินพร้อมดำเนินการบังคับจำหน่ายที่ดินดังกล่าวทันที
ขณะที่ตัวแทนจากกรมสรรพากร ระบุว่ากรมสรรพากรได้ร่วมวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอีก 8 หน่วยงาน เพื่อแบ่งหน้าที่ตามภารกิจ โดยเน้นย้ำว่ามูลนิธิและสมาคมถือเป็นบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายไทย หากมีการประกอบกิจการต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง แม้จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม หากตรวจพบว่าเป็นการทำในลักษณะนอมินี กรมสรรพากรมีมาตรการทางกฎหมายที่จะสืบสวนไปให้ถึงตัวการที่แท้จริง เพื่อติดตามเรียกเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศ เพราะถือเป็นพฤติกรรมบ่อนทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยกรมสรรพากรพร้อมดำเนินคดีขั้นสูงสุดทั้งทางแพ่งและทางอาญาอย่างถึงที่สุด
ด้านตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ระบุว่า ปปง. เน้นตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทั้งการโอนเงินภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งพบความเคลื่อนไหวทางการเงินที่มีมูลค่าสูง ตลอดจนตรวจสอบเงินที่นำมาใช้จัดซื้อทรัพย์สินในนามของมูลนิธิ สมาคม หรือกลุ่มบุคคล ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินหรือไม่ หากพบว่าเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด จะต้องถูกยึดและอายัดเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ส่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะเน้นด้านการรับจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลและการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อแก้ปัญหาการถือหุ้นแทนหรือนอมินีอย่างจริงจัง และจากการตรวจสอบในพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด เบื้องต้นพบธุรกิจที่เข้าข่ายกระทำผิดแล้ว 1 ราย มีการจดทะเบียนในลักษณะของคนต่างด้าว และมีพฤติการณ์เข้าข่ายประกอบธุรกิจในบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยเจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือสั่งการให้ผู้ประกอบการนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงเพิ่มเติมแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และยังอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติมอีกประมาณ 33 คน ซึ่งมีลักษณะการถือหุ้นร่วมกันระหว่างคนไทยและชาวต่างชาติ โดยจะเร่งพิสูจน์ทราบว่าคนไทยที่ร่วมถือหุ้นมีพฤติกรรมเป็นนอมินีหรือไม่ หากพบว่าเป็นการถือหุ้นแทนและมีการประกอบธุรกิจในกลุ่มบัญชีท้ายที่กำหนดไว้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งเรื่องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ด้าน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าจากการลงพื้นที่ตรวจสอบจุดแรก พบความผิดปกติหลายประการ ห้องพักมีขนาดเพียง 2.5 x 3 เมตร เล็กกว่าบูธ OTOP ที่จัดแสดงตามงานนิทรรศการ แต่กลับถูกใช้เป็นสถานที่แจ้งตั้งนิติบุคคลรวมกันถึง 5 บริษัท ด้านในไม่พบเอกสารของมูลนิธิและไม่พบกรรมการแม้แต่คนเดียว รวมถึงไม่พบหลักฐานการดำเนินงานหรือเส้นทางการเงินและรายการแจ้งรายได้แม้แต่แผ่นเดียว จึงคาดว่าเอกสารทั้งหมดอาจถูกนำไปเก็บไว้ที่จุดตรวจค้นที่ 2 ซึ่งขณะนี้ DSI ได้เข้าเก็บพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว หากพบความผิดปกติ กรมการปกครองจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับจุดแรกพบ 5 นิติบุคคล ขณะที่จุดที่ 2 พบว่ามีบริษัทเชื่อมโยงมากกว่า 50 บริษัท ซึ่งมีคนไทยเข้ามาเกี่ยวข้องใน 2 ลักษณะ ทั้งการทำหน้าที่เป็นพนักงานบัญชี พนักงานกฎหมาย ไปจนถึงการทำธุรกรรมถือครองที่ดินและมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทต่างๆ
ส่วนกรณีของ นายโจเซฟ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ได้สัญชาติไทยและปรากฏชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการ วันนี้ได้แสดงตนกับเจ้าหน้าที่ จากการพูดคุยประมาณ 2-3 นาที นายโจเซฟ ชี้แจงว่าการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามหลักศาสนาและความเชื่อ เพื่อเผยแผ่ศาสนาและดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาพักผ่อนในประเทศไทย และจากการตรวจสอบย้อนหลังเกี่ยวกับการได้สัญชาติไทยเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว พบว่าปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในขณะนั้น คือการอ้างว่าจะเข้ามาลงทุนในไทยเกิน 10 ล้านบาท และมีเงินเดือนเกิน 80,000 บาท แต่กฎหมายดังกล่าวใช้มานานกว่า 40-50 ปี กระทรวงมหาดไทยจึงมอบหมายให้กรมการปกครองศึกษานโยบายปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอสัญชาติใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เนื่องจากเงินลงทุน 10-20 ล้านบาท ในปัจจุบัน ไม่เพียงพอสำหรับการได้รับสัญชาติไทย
ส่วนศูนย์ชาบัด ถนนสุขุมวิท 22 จากการตรวจสอบพบว่าเดิมเป็นพื้นที่บริจาคจากผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกัน ส่วนอาคารสูง 8 ชั้น แบ่งเป็นชั้นใต้ดิน 3 ชั้น และชั้นบนดิน 5 ชั้น มีการตั้งข้อสังเกตว่าใช้เงินก่อสร้างหลายร้อยล้านบาทหรืออาจถึงหลักพันล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นเงินบริจาคผ่านมูลนิธิหรือสมาคม ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบที่มาของเงินว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือมาจากธุรกิจผิดกฎหมาย เนื่องจากพบการเชื่อมโยงกับศูนย์ชาบาดอีกหลายแห่งทั่วประเทศ รวมถึงการถือครองที่ดินมูลค่าสูงในหลายพื้นที่ เช่น หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต
นอกจากนี้ยังพบตู้บริจาคแบบ คีออสอัตโนมัติ ที่เปิดให้บริจาคเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเข้าสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินว่ามาจากบุคคลหรือเครือข่ายภายในประเทศหรือมาจากต่างประเทศ
ส่วนของโครงสร้างอาคาร กรุงเทพมหานครให้ข้อมูลว่า การก่อสร้างใช้ช่องทางตามมาตรา 39 ทวิ คือสร้างก่อนแล้วจึงตรวจสอบตามหลัง เบื้องต้นยังไม่พบการผิดแบบที่ผิดปกติร้ายแรง มีเพียงเรื่องระยะล่นจากถนนเล็กน้อย ซึ่ง กทม. จะเข้าดำเนินการจัดการตามระเบียบ ส่วนการใช้เป็นสถานที่ทางศาสนา กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ต้องแจ้งเฉพาะกรณีที่เป็นวัดเท่านั้น หากเป็นศาสนสถานประเภทอื่นไม่จำเป็นต้องแจ้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมาย โดยอาจปรับปรุงเป็นกฎกระทรวงเพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที แทนการแก้ไข พ.ร.บ. ซึ่งต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาที่อาจใช้เวลานานถึง 18 เดือน และหากพบว่ามูลนิธิหรือสมาคมมีเจตนารมณ์ไม่ตรงตามที่แจ้งไว้ กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตและยื่นเรื่องให้ศาลพิจารณาต่อไป
ด้านข้อมูลเส้นทางการเงินของมูลนิธิและสมาคมดังกล่าว พบว่ามีเงินบริจาคไหลเวียนเฉลี่ยสูงถึง ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ามีข้อมูลรายชื่อผู้บริจาคชาวต่างชาติและข้อมูลเส้นทางการเงินจริงไว้ในสำนวนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเอกสารการยื่นภาษี ส่วนเงื่อนไขการสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของมูลนิธิ แม้จะมีผู้มีอำนาจแจ้งไว้กับทางธนาคารมากกว่า 1 คน แต่เงื่อนไขในการลงนามสั่งจ่ายกำหนดให้ใช้เพียง 1 คน ก็สามารถเบิกถอนเงินได้
Advertisement