
เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 27 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของพี่น้องคนไทยอีกครั้ง เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีการประกาศภัยพิบัติไป 50 เขตและพี่น้องประชาชนในหลายจังหวัด ในพื้นที่ประเทศไทย 25 จังหวัด ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ฝนตกหนักและมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม ซึ่งมีหลายจังหวัดที่เกิดน้ำท่วมแล้ว
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า โดยวันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือ รวมถึงมีข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมดังกล่าว ดังนี้ 1.ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหา และรับสถานการณ์โดยให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อเนื่องทุกพื้นที่ ให้มีการรวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำ และภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และแจ้งให้ประชาชน ทราบอย่างทันท่วงที ดังนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักในการติดตามสถานการณ์น้ำ และการระบายน้ำ กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึง กทม. เป็นหน่วยงานหลักในการแจ้งเตือนภัยและสนับสนุนการอพยพ กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นหน่วยงานหลักในการให้ข้อมูลและนำเสนอสภาพภูมิอากาศ ด้วยข้อความที่สามารถเข้าใจได้ง่าย
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า 2.สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ พร้อมประสานปฏิบัติงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ 3.มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดำเนินการแจ้งให้สถานที่ราชการทุกแห่งอำนวยความสะดวกจัดสถานที่ให้ประชาชนนำยานพาหนะเข้าไปจอดได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
นายเอกภพ กล่าวอีกว่า 4.มอบหมายให้กระทรวงกลาโหม สนับสนุนรถบรรทุกของหน่วยงานทหารเพื่อให้บริการประชาชนในการอพยพ เคลื่อนย้ายสิ่งของ และให้ทุกเหล่าทัพระดมทรัพยากรต่างๆ สนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานตามที่ได้รับการประสานงาน 5.ให้กรมบัญชีกลางพิจารณาขยายวงเงินให้ความช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยของกทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความจำเป็น รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ
นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า 6.มอบหมาย ปภ. ดำเนินการแจ้งเตือนและรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ประชาชนทราบอย่างเป็นระยะ 7.ให้กรมชลประทาน ปภ. และกทม. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความพร้อมของเครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและบูรณาการการทำงานกับกทม. ในการสูบน้ำระบายน้ำให้สอดคล้อง 8.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคตะวันออกติดตามสถานการณ์พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที
นายเอกภพ กล่าวว่า 9.ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก ในจังหวัดต่างๆและการบริหารจัดการการปล่อยน้ำของเขื่อนโดยคำนวณถึงความเหมาะสม และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ 10.ให้ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเคลื่อนย้ายยานพาหนะ ออกจากถนนและวางแผนการจราจรให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน และดูแลเรื่องความปลอดภัยของประชาชนและสถานที่บ้านพัก 11.ให้การประปานครหลวงการประปาส่วนภูมิภาคสำรวจและตรวจคุณภาพน้ำที่ที่ส่งไปยังบ้านเรือนของประชาชนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และให้การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้เข้าถึงพื้นที่ในการตัดไฟฟ้า การซ่อมแซม การเตรียมเครื่องปั่นไฟให้พร้อม
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า 12.ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง และเตรียมความพร้อมของศูนย์พักพิง รวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ถุงยางชีพ โดยเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลในการรองรับผู้ป่วย 13.ให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นทางเดียวกัน โดยให้รายงานสถานการณ์น้ำ สภาพภูมิอากาศ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปยังโฆษกรัฐบาล ผ่านสำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีและให้ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ในการจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว และ 14.ให้หน่วยงานของรัฐโดยสำนักงาน กพ. พิจารณาการทำงานจากที่บ้าน หรือ work from home และให้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการ Work from home ในช่วงสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า โดยในข้อสั่งการเรื่องของการให้มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารในวันนี้ข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนได้รับมีอยู่มากมายข้อมูลข่าวสารที่เปิดขึ้นมาในทุกวันผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย หรือช่องทางต่างๆ ประชาชนไม่ทราบว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นจริงหรือไม่ รัฐบาลจึงได้ตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม หรือ JICC (Joint Information and Communication Center) เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพ ซึ่งศูนย์นี้จะทำหน้าที่ในการเป็นสะพานเชื่อมข้อมูลข่าวสารทั้งหมดจากการเป็นข้อมูลกลางเพื่อส่งตรงถึงพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดความสับสนของข้อมูลที่มีจำนวนมาก โดยจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการทุกวัน ในเวลา 10.00 น. ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT และแฟนเพจไทยคู่ฟ้า รวมถึงหากมีข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่มีการอัปเดต เป็นการเพิ่มเติมตลอดทั้งวันก็จะมีการอัปเดคข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเพจไทยคู่ฟ้า
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า รัฐบาลเข้าใจในสิ่งที่ประชาชนกำลังกังวลอยู่ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้จะเหมือนกับในปี 2554 หรือไม่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าใจสถานการณ์ว่าสถานการณ์มีความแตกต่างกัน ตนขอชี้แจงว่า มีความแตกต่างกัน โดยปี 2554 เกิดจากพายุซ้ำซ้อน 5 ลูก นำฝนตกหนักทางภาคเหนือและมีน้ำเหนือไหลซาลงมาตามทางสู่ภาคกลางและ กทม. แต่ครั้งนี้เกิดจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ทำให้ฝนตกหมุนวนครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคกลาง กทม. และปริมณฑล มีปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา สูงสุดถึง 340 มิลลิเมตร คิดเป็นมวลน้ำ 248 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากที่สุดในรอบ 43 ปี นับตั้งแต่ปี 2526 ในขณะที่ศักยภาพการรับน้ำของ 4 เขื่อนหลักในปัจจุบันยังรองรับได้สูงถึง 7,260 ล้านลูกบาศก์เมตร
นายเอกภพ กล่าวอีกว่า สำหรับการระบายน้ำ กทม. ได้เพิ่มเครื่องสูบน้ำและเดินเครื่องอุโมงค์ระบายน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสูบน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยความสามารถในการระบายน้ำเฉลี่ย 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คาดว่าหากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่ม สถานการณ์น้ำท่วมขังใน กทม. จะคลี่คลายภายใน 2-3 วัน เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำได้เคลื่อนตัวออกจาก กทม. ไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม. ยังมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า นอกจาก กทม. แล้ว ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนในภาคตะวันออกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ซึ่งอาจต้องเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงพื้นที่อ.เมือง อ.บางคล้า อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา อ.เมือง อ.องครักษ์ อ.ปากพลี จ.นครนายก อ.ท่าใหม่ อ.นายายอาม อ.แก่งหางแมว อ.เมือง จ.จันทบุรี และ อ.เมือง อ.ด่านมะขามเตี้ย อ.ไทรโยค อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
”ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวรับฟังคำเตือน สังเกตปริมาณน้ำ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้รัฐบาลเข้าใจดีถึงความยากลำบากและความกังวลของพี่น้อง เราจะไม่ปล่อยให้ทุกท่านเผชิญกับความยากลำบากในสถานการณ์แบบนี้เพียงลำพัง ทุกหน่วยงานกำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อนำความปลอดภัยและความเป็นอยู่ปกติกลับมาสู่ทุกท่านโดยเร็ว“ นายเอกภพ กล่าว
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้ดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาได้ทันทีในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว โดยไม่ต้องรอให้น้ำลดพร้อมกันทั้งหมดในภาพรวม พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าข้อมูลที่สื่อสารผ่านช่องทางไทยคู่ฟ้าจะมีความแม่นยำ และหน่วยงานต่างๆ จะเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องประสบภัยเพียงลำพัง สำหรับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในพื้นที่ กทม. สามารถติดต่อสายด่วน 1555 ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด ติดต่อสายด่วน ปภ. 1784 หรือติดตามข้อมูลได้ที่ศูนย์ JICC ผ่านเพจไทยคู่ฟ้า
Advertisement