Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"สว.สำรอง" บุกยื่นหนังสือจี้ 7 กกต. เปิดมติชัดส่งศาลฎีกาหรือไม่

"สว.สำรอง" บุกยื่นหนังสือจี้ 7 กกต. เปิดมติชัดส่งศาลฎีกาหรือไม่

14 ก.ย. 69
12:52 น.
แชร์

"สว.สำรอง" บุกยื่นหนังสือจี้ 7 กกต. เปิดมติชัดส่งศาลฎีกาหรือไม่ ผ่าข้อสงสัยปมผลประโยชน์ทับซ้อน-พยานกลับคำให้การ

วันที่ 14 ก.ย. ที่กกต. พลตำรวจโทคำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมกลุ่มสว.สำรอง เดินทางมายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ทั้ง 7 คน เพื่อติดตามผลการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยระบุว่า วันนี้ 14 กันยายน 2569 ถือเป็นวันสุดท้ายที่ กกต.จะต้องมีมติว่าจะส่งหรือไม่ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลฎีกา หลังจากกระบวนการตรวจสอบดำเนินมาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันแรกของการเลือก สว.

พลตำรวจโทคำรบ กล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่มีการเลือก สว. กลุ่มที่มายืนอยู่ในวันนี้ได้เรียกร้องต่อ กกต.มาโดยตลอด ให้บริหารจัดการกระบวนการเลือก สว.ให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และยุติธรรม โดยที่ผ่านมาได้ส่งหนังสือถึง กกต.มาแล้วเกือบร้อยฉบับ และเห็นว่า กกต.ได้ใช้เวลาในการดำเนินการมาอย่างยาวนานแล้ว

พร้อมระบุว่า หนังสือที่นำมายื่นในวันนี้จะเป็นอีกฉบับหนึ่งที่ต้องการฝากไปถึง กกต. เพื่อย้ำถึงข้อเรียกร้องของกลุ่ม โดยเฉพาะการวินิจฉัยเรื่องการทุจริตในการเลือก สว. ซึ่งขณะนี้มีพยานหลักฐานและข้อมูลจำนวนมากถูกเปิดเผยต่อสังคมแล้ว จึงเห็นว่าไม่น่าจะมีข้อสงสัยว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม พลตำรวจโทคำรบ กล่าวว่า สิ่งที่กลุ่มมีความกังวล คือองค์ประกอบของ กกต.ในปัจจุบัน โดยระบุว่า มี กกต.ที่ได้รับการรับรองจาก สว.ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 138 คน ถึง 4 คน และ กกต.ทั้ง 4 คนได้รับคะแนนอย่างท่วมท้น โดยส่วนใหญ่เป็นคะแนนจากกลุ่ม สว.ที่ถูกกล่าวหาและเป็นผู้ให้การรับรอง

นอกจากนี้ ยังมี กกต.อีก 1 คนที่มีเรื่องกล่าวหาค้างอยู่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. จึงตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่

พลตำรวจโทคำรบ กล่าวว่า เรื่องนี้ทำให้กลุ่มมีความกังวลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. โดยเฉพาะตามมาตรา 8 ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กกต. ซึ่งกำหนดให้ กกต.ต้องประกอบด้วยบุคคลที่สามารถทำให้การบริหารและจัดการเลือก สว.เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงเกรงว่าอาจมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

พลตำรวจโทคำรบ ยังเรียกร้องว่า ไม่ว่าผลการลงมติของ กกต.ทั้ง 7 คนจะออกมาอย่างไร ขอให้มีการบันทึกเหตุผลของกรรมการแต่ละคนไว้อย่างชัดเจน ทั้งในส่วนที่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือเห็นว่าไม่ควรดำเนินการอย่างไร รวมถึงหากมีข้อขัดแย้งหรือข้อท้วงติงจากกรรมการคนใด ก็ควรบันทึกไว้โดยละเอียดในคำวินิจฉัย เพื่อประโยชน์ต่อการตรวจสอบในภายหลัง เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้จะต้องมีการตรวจสอบอย่างแน่นอน

พร้อมระบุว่า วันนี้จึงนำเอกสารมายื่นผ่านเจ้าหน้าที่ เพื่อส่งต่อให้ กกต.ทั้ง 7 คนในห้องประชุม และหวังว่า กกต.จะอ่านหนังสือฉบับนี้ก่อนมีการวินิจฉัย และใช้จิตสำนึก จิตวิญญาณ และความเป็นตัวของตัวเอง พิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ปรากฏ พร้อมขอให้มีสติอย่างเต็มที่

ส่านกรณีที่มีกระแสว่า กกต.อาจแถลงผลโดยไม่ระบุคะแนนว่าใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และอาจยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเหตุผล โดยต้องรอคำวินิจฉัยฉบับเต็ม ซึ่งอาจใช้เวลาอีกประมาณ 60 วันว่า หากเป็นเช่นนั้น กลุ่มกังวลว่าจะเป็นการยืดระยะเวลาออกไปอีก พลตำรวจโทคำรบ ระบุว่า เมื่อเรื่องดังกล่าวลากยาวมาถึงวันนี้ และที่ผ่านมาเกิดความโกลาหลในบ้านเมือง พร้อมมองว่า กกต.เป็นต้นเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากการดำเนินการที่ผ่านมาไม่ชัดเจน จึงเรียกร้องให้ กกต.แถลงผลอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ระบุว่าอาจมีมติ 5 ต่อ 2 ว่าเป็นความจริงหรือไม่ และผลสุดท้ายเป็นอย่างไร จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาหรือไม่ หากส่ง จะส่งจำนวนกี่คน และหากไม่ส่ง จะไม่ส่งจำนวนกี่คน ขอให้พูดให้ชัดเจน

ส่วนรายละเอียดของเหตุผลในแต่ละประเด็น หากต้องไปปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัย และต้องใช้เวลาในการจัดทำเพิ่มเติม ก็สามารถรอได้ แต่สิ่งที่กลุ่มต้องการเห็นในวันนี้คือ มติ และ ความชัดเจน ของ กกต. เพื่อไม่ให้สังคมต้องเกิดความสับสนหรืออยู่ในภาวะที่ไม่รู้ว่าผลการพิจารณาเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีพยานปากสำคัญที่มีการกลับคำให้การ

พลตำรวจโทคำรบ กล่าวถึงกรณีที่มีการร้องเรียนเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ว่ามีการข่มขู่พยานเพื่อให้กลับคำให้การว่า หากพิจารณาจากร่องรอยและเอกสารที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน จะเห็นว่าพยานรายดังกล่าวเคยเข้าให้การต่อคณะสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ไม่ได้ไปเพียงครั้งเดียว แต่ไปถึง 2-3 ครั้ง และเดินทางไปด้วยตัวเองพร้อมทนายความ

โดยในกระบวนการสอบสวน มีทั้งพนักงานสอบสวนไต่สวนของชุดที่ 26 และอัยการเข้าร่วมรับฟัง ดังนั้นคำให้การต่าง ๆ ที่ปรากฏในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 จึงถูกนำเสนอต่อ กกต.ทั้ง 7 คน เพื่อพิจารณาการกันตัวพยานรายดังกล่าวไว้เป็นพยานตามมาตรา 65 การกันตัวพยานไม่ได้เป็นการกันตัวโดยคณะไต่สวนชุดที่ 26 แต่เป็นการกันตัวโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

เมื่อมีการเสนอสำนวนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของฝ่ายเลขาธิการ กกต.ช่วงปลายเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน กระบวนการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการ และยังไม่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับพยานรายดังกล่าว จนกระทั่งรัฐบาลอนุทิน 1 เข้ามาทำหน้าที่เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 และพยานรายนี้จึงขอกลับคำให้การในช่วงเดือนตุลาคม

พลตำรวจโทคำรบ จึงตั้งข้อสังเกตว่า ลำดับเวลาของการกลับคำให้การดังกล่าวไม่เป็นปกติ และยังกล่าวถึงกรณีที่มีการอ้างว่าโพยหรือเอกสารบางส่วนถูกเขียนขึ้นเองในวันที่ 28 มิถุนายน 2567 โดยยืนยันว่า ตนได้รับโพยฉบับแรกมาตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันที่เลือก สว. และได้นำมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนแล้วในวันที่ 28 มิถุนายน 2567

จึงเห็นว่า ไม่มีใครมาเขียนโพยดังกล่าวขึ้นเองภายหลังได้ และโพยต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ก็มีทั้งบุคคลที่มีตัวตนจริง และผู้ที่เขียนด้วยตนเองในโรงแรมต่าง ๆ ก่อนจะเข้าให้การต่อคณะไต่สวนชุดที่ 26

พลตำรวจโทคำรบ กล่าวว่า การอ้างว่าโพยดังกล่าวเขียนขึ้นเองจึงเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง และหาก กกต.หรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 จะรับฟังคำให้การของพยานที่กลับคำในภายหลัง ก็ควรพิจารณาถึงน้ำหนักของคำให้การเดิมและคำให้การใหม่อย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่พยานอ้างว่าถูกชายชุดดำข่มขู่ โดยเห็นว่าเป็นคำกล่าวอ้างที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน และหากมีการข่มขู่จริง ก็ควรมีการแจ้งความหรือมีหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ที่ข่มขู่ เนื่องจากการข่มขู่เป็นความผิดทางอาญา

พร้อมตั้งคำถามว่า หาก กกต.จะรับฟังพยานรายนี้ในฐานะพยานที่กลับคำให้การ กกต.ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขู่ รวมถึงสถานะการคุ้มครองพยานตามมาตรา 65 แล้วหรือไม่

ส่วนกระแสข่าวเรื่องการล็อกรายชื่อและการส่งสำนวนให้ศาลฎีกา เพียงบางรายชื่อเท่านั้น

พลตำรวจโทคำรบ กล่าวว่า ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า กกต.จะมีคำวินิจฉัยอย่างไร แต่เห็นว่าขณะนี้มีความพยายามที่จะให้น้ำหนักกับพยานรายดังกล่าว ซึ่งถือเป็นพยานปากเอกที่อยู่ในห้องประชุมของพรรคการเมืองในวันเกิดเหตุ และสามารถระบุได้ว่ากรรมการบริหารพรรคคนใดมีชื่อปรากฏอยู่ในรายชื่อ จึงไม่เข้าใจว่า กกต.หรือ กกต.บางคน พยายามให้น้ำหนักกับพยานสำคัญรายนี้เป็นหลัก เพื่อจะนำไปสู่การยกคำร้องหรือไม่

อย่างไรก็ตาม พลตำรวจโทคำรบ กล่าวว่า หากสำนวนดังกล่าวไปถึงศาลฎีกา ศาลสามารถไต่สวนสำนวนเดิมของคณะไต่สวนชุดที่ 26 รวมถึงพยานหลักฐานต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ และเชื่อว่าในที่สุดข้อเท็จจริงจะปรากฏในกระบวนการของศาล

พร้อมย้ำว่า สิ่งที่กลุ่ม สว.สำรองต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงผลว่าจะส่งหรือไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเท่านั้น แต่ต้องการให้ กกต.ทั้ง 7 คน แสดงเหตุผลในการวินิจฉัยอย่างชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้สังคมรับทราบว่าการตัดสินใจครั้งสำคัญในเรื่องนี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและเหตุผลอย่างไร

Advertisement

แชร์
"สว.สำรอง" บุกยื่นหนังสือจี้ 7 กกต. เปิดมติชัดส่งศาลฎีกาหรือไม่