Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"ปกรณ์" ย้ำ ต้องแยกพระศาสนาออกจากความประพฤติของสงฆ์

"ปกรณ์" ย้ำ ต้องแยกพระศาสนาออกจากความประพฤติของสงฆ์

11 ก.ย. 69
15:05 น.
แชร์

"ปกรณ์" ย้ำต้องแยกพระศาสนาออกจากความประพฤติของสงฆ์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่การควบคุมกิเลสในใจ พร้อมสั่ง พศ. ทำงานเชิงรุก

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม จับกุมอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในข้อหายักยอกเงิน และมีพฤติกรรมเสพเมถุน โดยระบุว่า ต้องแยกให้ออกระหว่างพระศาสนา กับความประพฤติของสงฆ์ เพราะพระสงฆ์ก็เป็นคนหมู่มาก ย่อมอาจมีสิ่งที่บิดเบือนหรือบิดเบี้ยวเกิดขึ้นได้บ้าง แต่ทุกฝ่ายจะต้องพยายามทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่จิตใจของคน หากภายในใจยังเต็มไปด้วยกิเลส การนุ่งห่มผ้าเหลืองก็ไม่ได้ทำให้กองกิเลสหมดไป สิ่งที่จะช่วยได้คือการกล่อมเกลาจิตใจให้กิเลสลดน้อยลง แต่หากยังอยู่ในผ้าเหลืองและกองกิเลสยังคงอยู่ ก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพระศาสนาได้

นายปกรณ์ ยอมรับว่า เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วรู้สึกเศร้าใจ และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ดี พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้เผยแพร่หรือแชร์ภาพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เนื่องจากเป็นการทำร้ายจิตใจชาวพุทธ และยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ และจำเป็นต้องมีการดำเนินการหรือไม่ นายปกรณ์ ย้ำว่า หากมีการกระทำความผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการช่วยเหลือหรือปกป้องแต่อย่างใด

นายปกรณ์ เปรียบเทียบว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ต่างจากกรณีการทุจริตการสอบท้องถิ่น เพราะเป็นการทำลายพื้นฐานของการปกครองในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลรับไม่ได้เช่นเดียวกัน พร้อมย้ำว่า พระศาสนาเป็นสิ่งที่คนไทยใช้เป็นหลักยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิต หากไม่มีหลักอะไรให้ยึดเหนี่ยว ประเทศก็คงจะเกิดปัญหา

สำหรับการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ นายปกรณ์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. เข้าไปดำเนินการร่วมกับตำรวจแล้ว และคงไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ในส่วนของการดำเนินคดี

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติควรมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นในการกำกับดูแลความประพฤติของพระสงฆ์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า พศ. จะต้องทำงานในเชิงรุกมากขึ้น เพราะพระสงฆ์มีจำนวนมาก และการให้ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากทุกคนรู้อยู่แล้วว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ปัญหาคือบางครั้งไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้

นายปกรณ์ กล่าวว่า ต่อให้มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีก 10 แห่ง หรือมีกฎหมายเพิ่มขึ้นอีก 100 ฉบับ ก็ไม่สามารถควบคุมกิเลสที่อยู่ภายในใจของแต่ละคนได้ หากไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ปัญหาลักษณะนี้ก็อาจเกิดขึ้นอีก ดังนั้น หากเกิดเหตุขึ้นแล้วจะต้องจัดการให้ดีที่สุด พร้อมทั้งวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินของวัด นายปกรณ์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้ พศ. ไปจัดทำระบบบัญชีของวัดในรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งาน และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับส่วนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายว่า วัดมีการรับหรือใช้เงิน รวมถึงทรัพย์สินต่างๆ อย่างถูกต้องหรือไม่ โดยหวังว่าระบบดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจสอบและป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

นายปกรณ์ ยกตัวอย่างว่า หากวัดแห่งหนึ่งมีเงินเข้าบัญชีไม่มาก แต่กลับมีการใช้จ่ายเงินเกินตัว หรือมีตัวเลขทางบัญชีที่ไม่สอดคล้องกัน ก็จะสามารถมองเห็นความผิดปกติได้ตั้งแต่ต้น และนำไปสู่การตรวจสอบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมีพฤติกรรมอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นในภายหลัง

พร้อมกล่าวว่า ในส่วนที่ฆราวาสสามารถช่วยได้ก็คือการร่วมกันสอดส่องดูแล ขณะที่สิ่งที่ขอความร่วมมือเป็นพิเศษคือ ไม่ควรนำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปเผยแพร่หรือแชร์ต่อ เพราะเป็นการทำร้ายจิตใจชาวพุทธ โดยนายปกรณ์กล่าวย้ำว่า "ไม่ไหว"

เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์ว่า ที่ผ่านมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำหน้าที่ในลักษณะอำนวยความสะดวกและดูแลพระสงฆ์ แต่ไม่ค่อยเข้าไปตรวจสอบหรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติมากนัก นายปกรณ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วการทำงานระหว่างฝ่ายอาณาจักรกับฝ่ายศาสนจักรเป็นการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การเข้าไปบังคับกัน เพราะฝ่ายศาสนจักรมีกฎของมหาเถรสมาคมและพระวินัยที่ใช้ดำเนินการอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องที่ฝ่ายอาณาจักรสามารถเข้าไปดูแลได้ จะเป็นเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน การวางกฎเกณฑ์เบื้องต้นว่าบุคคลประเภทใดควรรับหรือไม่ควรรับเข้ามา รวมถึงการจัดทำทะเบียนเพื่อตรวจสอบว่าเป็นพระจริงหรือพระไม่จริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

นายปกรณ์ กล่าวว่า ระบบดังกล่าวเพิ่งได้รับงบประมาณในปีนี้ ประมาณ 60 กว่าล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาไทยยังไม่มีฐานข้อมูลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ รวมถึงระบบบัญชีกลางที่จะเชื่อมโยงข้อมูลของทุกวัดเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นระบบที่เพิ่งเริ่มจัดทำ

ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับบัญชีและการตรวจสอบการเดินบัญชี นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการจัดทำระบบบัญชีขึ้นมาแล้ว และจะต้องมีระบบรายงานตามมา โดยยอมรับว่าในช่วงแรกอาจตรวจสอบได้ยาก หากยังใช้ระบบเอกสารหรือการดำเนินการด้วยมือ เพราะไม่สามารถทราบได้ว่ามีการส่งเอกสารครบถ้วนหรือไม่ และตัวเลขทางบัญชีเป็นอย่างไร

แต่หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่น เช่น ระบบการบริจาคอัตโนมัติของกรมสรรพากร ก็จะช่วยให้สามารถเห็นข้อมูลและตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินได้มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่พยายามนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบ

ส่วนกรณีวัตถุมงคลที่ถูกมองว่ากลายเป็นพุทธพาณิชย์ และอาจนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ นายปกรณ์ กล่าวว่า วัตถุมงคลเป็นเรื่องของความเชื่อ จึงไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อถามย้ำว่า หากวัตถุมงคลถูกนำไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องของความเชื่อ ยกตัวอย่างว่า ก้อนหินก้อนหนึ่ง หากมีคนหยิบขึ้นมาแล้วบอกว่าเป็นเหล็กไหล ก็มีคนเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถห้ามกันได้ เพราะเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่หากทุกคนมีความรู้และมีปัญญา ก็จะไม่หลงเชื่อสิ่งงมงายได้ง่าย และควรพิจารณาเรื่องต่างๆ ด้วยเหตุผลมากกว่า

ส่วนข้อเสนอให้มีตำรวจประจำอยู่ตามวัดต่างๆ เพื่อดูแลและป้องกันปัญหา นายปกรณ์ กล่าวว่า เป็นแนวทางที่ไม่คุ้มค่า เพราะจะกลายเป็นว่าต้องมีตำรวจประจำอยู่ในทุกพื้นที่ แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละคน

พร้อมยืนยันว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าถึงวัดต่างๆ อยู่แล้ว เพียงแต่การปฏิบัติในแต่ละพื้นที่อาจมีความเข้มข้นหรือมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน และจากนี้จะต้องพยายามทำงานเชิงรุก รวมถึงนำระบบตรวจสอบเข้ามาช่วย เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นและลุกลามจนกระทบต่อพระศาสนาในที่สุด

Advertisement

แชร์
"ปกรณ์" ย้ำ ต้องแยกพระศาสนาออกจากความประพฤติของสงฆ์