
(3 กันยายน 2569)ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามทั่วไป เรื่อง การบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในลุ่มน้ำยมอย่างเป็นระบบ
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถาม
น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า ลุ่มน้ำยมเป็นลุ่มน้ำสำคัญของภาคเหนือ แนวแม่น้ำสายหลักไหลจากจังหวัดพะเยา ผ่านจังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ก่อนเชื่อมเข้าสู่ระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประชาชนในลุ่มน้ำต้องเผชิญทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซ้ำซากในพื้นที่เดียวกัน ฤดูฝนน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำพะเยาและแพร่ไหลลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อนเข้าสู่พื้นที่ตอนกลาง บริเวณจังหวัดสุโขทัยซึ่งเป็นที่ราบและมีข้อจำกัดของลำน้ำบางช่วงที่แคบลง ทำให้การระบายน้ำไม่สอดคล้องกับ ปริมาณน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่สูง
เมื่อประกอบกับโครงสร้างสำหรับชะลอ เก็บกัก และกระจายน้ำที่ยังไม่เพียงพอ จึงเกิดน้ำล้นตลิ่งและท่วมชุมชนกับพื้นที่เกษตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง พื้นที่เดิมกลับขาดแคลนน้ำ สำหรับอุปโภคบริโภคและการผลิต
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้วางกรอบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ครอบคลุมทั้งความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย การฟื้นฟูระบบ นิเวศ และการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม สำหรับลุ่มน้ำยม
แนวทางระยะยาวที่หน่วยงานรัฐเคยชี้แจงกำหนด เป้าหมายพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำตอนบนและตอนกลางรวมประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร ควบคู่กับพื้นที่ชะลอ และรับน้ำตอนล่าง รวมถึงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำสาขา การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ และการขุดลอกคู คลอง หนอง และบึง
จึงควรมีการชี้แจงต่อประชาชนอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายดังกล่าวได้ดำเนินการไปแล้วเท่าใด เหลือเท่าใด และจะแล้วเสร็จเมื่อใดปัจจุบันลุ่มน้ำยมมีข้อจำกัดด้านแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำหลาก
ขณะที่ โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บางแห่งใช้เวลาศึกษายาวนานและมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องเดินหน้า ทั้งการเพิ่มอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กในพื้นที่ต้นน้ำ การฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ และการเพิ่มประสิทธิ ภาพอ่างเก็บน้ำเดิมควบคู่กัน
กรมชลประทานรายงานว่าอ่างเก็บน้ำแม่มอก จังหวัดสุโขทัย มีความจุเก็บกักประมาณ 110 ล้านลูกบาศก์เมตร สะท้อนว่าโครงสร้างที่มีอยู่เพียงบางแห่งไม่อาจตอบโจทย์ทั้งลุ่มน้ำได้
ในพื้นที่ชุมชน จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งเก็บน้ำประจำตำบลหรือหมู่บ้าน คลองย่อย คลองซอย ประตูระบาย น้ำ และทางเชื่อมระหว่างแหล่งน้ำให้ทำงานเป็นโครงข่ายเดียวกัน การวางแผนควรเริ่มจากข้อมูลและผังน้ำที่ชุมชนมี ส่วนร่วม เพื่อให้แต่ละโครงการตรงกับสภาพภูมิประเทศ การใช้ที่ดิน และความต้องการใช้น้ำจริง ไม่ใช่ก่อสร้างเป็น รายจุดโดยไม่มีระบบส่งน้ำหรือระบบระบายรองรับ
สำหรับพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ การกำหนดพื้นที่รับน้ำ แก้มลิง หรือพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นเครื่องมือสำคัญใน การชะลอและตัดยอดน้ำหลาก ตัวอย่างเช่น โครงการบางระกำโมเดล จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งกรมชลประทานรายงาน ว่าในปี 2568 ขยายพื้นที่จาก 265,000 ไร่เป็น 327,000 ไร่ และจัดสรรน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกรวม 390 ล้านลูกบาศก์เมตร
ส่วนจังหวัดสุโขทัยมีทุ่งปากพระและทุ่งยางซ้ายซึ่งถูกใช้รองรับน้ำมาแล้ว โดยข้อมูลกรมชลประทานในปี 2564 ระบุว่าเคยมีน้ำเข้าพื้นที่รวมประมาณ 57,500 ไร่ คิดเป็นปริมาณน้ำ 43.96 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังรองรับได้อีกประมาณ 28.84 ล้านลูกบาศก์เมตร
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำยมฝั่งขวา ซึ่งเชื่อมโยงคลองน้ำโจน แนวผันน้ำเลี่ยง ทุ่งทะเลหลวง รวมถึงจุดที่เรียกว่าทุ่งปากพระ SK6 และ SK7 ซึ่งรอการพัฒนาผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ดี ประชาชนยังต้องการความชัดเจนถึงขอบเขตโครงการ สถานะการสำรวจและออกแบบ ปริมาณน้ำที่รองรับได้ งบประมาณ และกำหนดเวลาดำเนินงาน จึงจำเป็นที่กรมชลประทานจะต้องสำรวจภูมิประเทศและระดับพื้นที่เชิงรุก กำหนดขอบเขตพื้นที่รับน้ำให้ชัดเจน และผลักดันให้โครงการเกิดขึ้นตามแผน มิใช่รอแก้ปัญหาเป็นรายฤดู
‘การให้ประชาชนรับภาระน้ำแทนชุมชนเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจต้องตั้งอยู่บนความสมัครใจ ความโปร่งใส และความเป็นธรรม ประชาชนต้องทราบล่วงหน้าว่าพื้นที่ใดจะถูกกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำ ใช้หลัก เกณฑ์ใดในการประเมิน อัตราค่าทดแทนคำนวณอย่างไร ครอบคลุมทั้งความเสียหายและค่าเสียโอกาสหรือไม่ และใช้งบประมาณจากแหล่งใด ไม่ควรปล่อยให้เกษตรกรซึ่งช่วยรับน้ำและลดความเสียหายให้พื้นที่อื่นต้องรับความเสี่ยง โดยลำพัง
การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมจึงต้องมีแผนปฏิบัติการเดียวในเชิงลุ่มน้ำที่ระบุรายโครงการ พื้นที่เป้าหมาย ปริมาณ น้ำที่กักเก็บ ชะลอ หรือระบายได้ หน่วยงานรับผิดชอบ งบประมาณ และกรอบเวลาดำเนินการ
พร้อมเปิดเผยให้ คณะกรรมการลุ่มน้ำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนติดตามได้ เพราะการแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมไม่ได้ช่วย เฉพาะประชาชนในพะเยา แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตรเท่านั้น
แต่การเก็บกักและตัดยอดน้ำตั้งแต่ตอนบน ยังช่วยลดภาระของแม่น้ำเจ้าพระยา และลดความเสี่ยงต่อจังหวัดชัยนาท อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ตลอดจน พื้นที่ภาคกลางได้อีกด้วย‘
ด้าน น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ปฏิบัติตามแผนบริหารจัดการน้ำของ สทนช. โดยมีปริมาณน้ำไหลผ่าน ที่สถานีสูบน้ำหน้าจวนผู้ว่าฯ (Y4) ไม่เกิน 420 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเมืองสุโขทัย และมีการเฝ้าระวังที่สถานีสูบน้ำศรีสัชนาลัย (Y14B) สามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้าได้ 3-7 วัน ก่อนที่มวลน้ำจะมาที่ตัวเมืองสุโขทัย
ทั้งนี้ กรมชลประทาน มีแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำยมทั้งระบบ เพื่อรองรับน้ำท่วมและภัยแล้งที่มีแนวโน้มมากขึ้น ได้แก่ การปรับปรุงคลองยมน่าน จ.สุโขทัย งบประมาณ 2,865 ล้านบาท การปรับปรุงคลองชักน้ำแม่น้ำยมฝั่งขวา จ.สุโขทัย งบประมาณ 3,557 ล้านบาท
รวมถึงได้มีการศึกษาเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก จ.สุโขทัย เช่น การผันแม่น้ำยม ไปแม่น้ำน่าน การขยายคลองผันน้ำ การใช้พื้นที่ลุ่มต่ำหน่วงน้ำที่ทุ่งบางระกำ และ SK6 พร้อมกับการพัฒนาแหล่งน้ำระดับตำบล โดยมีการจัดทำผังทั่วประเทศ เป็นการยกระดับภาพรวมจากท้องถิ่นถึงระดับลุ่มน้ำ
ปัจจุบันลุ่มน้ำยมมีน้ำท่าเฉลี่ย 3,688 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่สามารถกักเก็บน้ำได้ 773 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 21 สาเหตุเพราะไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในลำน้ำสายหลักในการตัดยอดน้ำหลาก
อย่างไรก็ตามทางกรมชลประทาน มีแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพรองรับน้ำ โดยใช้ประตูระบายน้ำ 4 แห่ง ซึ่งจะเป็นการหน่วงน้ำขั้นบันได
‘ปัจจุบันกรมชลประทานมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำไปแล้ว 475 ล้านลูกบาศก์เมตร จำนวน 42 โครงการ ยังมีแผนพัฒนาอีก 86 โครงการ เพิ่มความจุน้ำได้ 670 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ SK6 ทางกรมชลประทานได้มีการศึกษาแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2560 จะมีพื้นที่รับน้ำ 72,000 ไร่ เป็นงบประมาณ 805 ล้านบาท สามารถกักเก็บน้ำได้ 92 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงมีการรวบรวมข้อมูลพื้นที่ลุ่มต่ำในสุโขทัยเพิ่มเติม
ส่วนการจ่ายเงินชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้รับน้ำ ซึ่ง สทนช.อยู่ระหว่างการออกระเบียบการชดเชยดังกล่าว’
นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ จ.พะเยา มีความจุ 90.5 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยแม่เคียน จ.ลำปาง มีความจุ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำแม่คำมี จ.แพร่ มีความจุ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร
Advertisement