
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการและฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย หลังเกิดดรามาเขาหัวโล้นที่จ.น่าน ว่า ตนได้เรียกหน่วยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ และคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เข้าชี้แจงที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 ส.ค.69 ที่ผ่านมา พร้อมงัดหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมแฉยับถึงต้นตอหายนะที่แท้จริง
นายชีวะภาพ กล่าวว่า จากภาพถ่ายดาวเทียมและแผนที่อุทกภัยลุ่มน้ำตอนบนของแม่น้ำน่าน (ประกอบด้วยแม่น้ำคูน แม่น้ำกวง แม่น้ำปัว ไหลมารวมที่อำเภอท่าวังผา) โดยระบุว่า มวลน้ำป่ามีความเร็วพุ่งสูงถึง 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมวลน้ำมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ราบ หากมีสิ่งกีดขวางจะเกิดหายนะทันที พร้อมยกเคสสุดทนที่เส้นทางขึ้นห้วยโก๋น มีการสร้างสะพานใหม่แต่กลับปล่อยซากสะพานเก่าทิ้งขวางลำน้ำ
"เป็นแผนงานของรัฐที่ไม่เข้าใจ พอปิดทางน้ำปั๊บ น้ำมันล้นก็หาทางไปตามทิศลาดชนเข้าหมู่บ้าน ปล่อยซากสะพานเก่าขวางทางน้ำแบบนี้ไม่ได้ หน่วยงานที่สร้างไม่ให้ความสำคัญกับทิศทางน้ำเลย คนน่านน่าสงสารมาก" ประธาน กมธ.สิ่งแวดล้อม ระบุ
ประธาน กมธ.สิ่งแวดล้อม สว. ยังได้เสนอแนวทางการเอาตัวรอดจากน้ำป่า โดยไม่ต้องรอของบประมาณระบบเตือนภัยไฮเทคที่ล่าช้า โดยเสนอให้ดึงระบบ "แมนนวล" กลับมาใช้ ชูไอเดีย เครื่องวัดน้ำป๊อกแป๊ก ที่ทำได้ทันที
• ตาชั่งวัดใจน้ำป่า: ใช้บีกเกอร์ (Beaker) หรือแก้วน้ำมีขีดวัด ตั้งไว้กลางแจ้งบนกิโลตาชั่ง หากฝนตกหนักเกิน 300 มิลลิเมตร น้ำหนักน้ำจะกดทับให้ระบบทำงาน
• ไซเรนรถขายไข่: เชื่อมต่อตาชั่งเข้ากับลำโพงกระจายเสียง (คล้ายรถแลกเป็ดแลกไก่) เมื่อน้ำเกินพิกัด เสียงจะโหยหวนเตือนภัยให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงอพยพได้ทันท่วงที
• เชือกผูกสมบัติ: แนะเคล็ดลับภูมิปัญญาจากปราชญ์ปศุสัตว์ ให้ใช้เชือกผูกมัดยานพาหนะและทรัพย์สินมีค่าไว้ เพื่อลดความสูญเสียจากการถูกกระแสน้ำพัดลอยสูญหาย
นายชีวะภาพยังเสนอแนะการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในหมู่บ้านรับน้ำ โดยใช้วิธีทางวิศวกรรมง่ายๆ เข้าสู้แทนการย้ายชุมชนหนี
• ทวงคืนแม่น้ำ: ขุดลอกและทำคันดินหรือกล่องเกเบี้ยน (Gabion) บริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์ เพื่อบังคับทิศทางและเบี่ยงกระแสน้ำให้ไหลกลับสู่ลำน้ำหลัก
• ลูกระนาดสู้กระแสน้ำ: ประยุกต์ใช้ "หลังเต่า" หรือเนินชะลอความเร็วบนถนน (Speed Bump) ปั้นให้ได้องศาเพื่อช่วยฉีกและเบี่ยงมวลน้ำหลากขนาดเล็ก ไม่ให้พุ่งทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนโดยตรง
ประธาน กมธ.สิ่งแวดล้อม สว.ยังได้งัดหลักฐานเป็นภาพซากสิ่งก่อสร้างขวางคลอง พร้อมจวกถึงความมักง่ายของหน่วยงานรัฐ โดยระบุว่าบนถนนเส้นห้วยโก๋นที่ผ่านอำเภอปัว มีการสร้างสะพานใหม่ทดแทนสะพานเก่า แต่กลับ "ไม่ยอมรื้อสะพานเก่าออก" ปล่อยทิ้งไว้คู่กันจนกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำชั้นดี! โดยเฉพาะแถววัดภูเก็ตและหมู่บ้านศิลาแลง พร้อมจี้ให้หน่วยงานรัฐต้องตระหนักและเร่งจัดการเศษซากเหล่านี้ด่วนที่สุด
นายชีวะภาพ กล่าวถึงทางออกของปัญหานี้ว่า การที่พื้นที่ป่าลดลงมีส่วนสำคัญที่ทำให้น้ำหลากแรง การแก้ปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ แต่ต้องงัดยุทธศาสตร์ "ฝายชะลอน้ำ" ตามแนวพระราชดำริขนาดเล็กๆ นับร้อยนับพันตัว ไปสร้างดักไว้บนพื้นที่ลุ่มน้ำและภูเขาด้านบน เพื่อทำหน้าที่หน่วงและเบรกความแรงของน้ำ
"สมมติมวลน้ำมา 400 ฝายช่วยหน่วงไว้ 50 ป่าช่วยหน่วงอีก 40 เหลือมาถึงข้างล่างสัก 300 ให้ชาวบ้านได้สู้ พอได้ออกกำลังกายกันหน่อย มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้ทะลักมาตูมเดียว" นายชีวะภาพ กล่าว.
ด้านนายมังกร ศรีเจริญกุล สว.น่าน เปิดเผยว่า ปกติอำเภอปัวแทบไม่เคยท่วม แต่ปีนี้เจอปรากฏการณ์ "Rain Bomb" ถล่มใส่แบบเต็มแม็กซ์ แม้ระบบเตือนภัยจะทำงานได้ดีเยี่ยม แต่กลับแจ้งเตือนตอนเที่ยงคืนถึงตีสอง ซึ่งชาวบ้านหลับสนิทกันหมดแล้ว กว่าจะรู้ตัวน้ำก็ทะลักจ่อหน้าบ้าน แต่ในภาพรวมถือว่าชาวบ้านมีสติและปรับตัวรับมือได้ดีมาก ไม่มีการโต้เถียงเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อื่นๆ ในอดีต
ขณะที่นายจิติศักดิ์ เปรมมณี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสารสนเทศ (GI) ตอกย้ำว่า พื้นที่เชิงเขาแบบ "เนินตะกอนรูปพัด" สายน้ำจะเปลี่ยนทิศตลอดเวลา การทำสะพานขวางคือการฝืนธรรมชาติ ทางแก้คือต้องปล่อยน้ำผ่านให้เร็วที่สุด หรือสร้างคันคลองคล้ายสนามจักรยาน BMX เสริมด้วยกล่องเกเบี้ยนปลูกต้นไม้บล็อกน้ำ ดีกว่าไปบีบทางน้ำเพื่อทำถนนถาวร
Advertisement