
(22 ส.ค. 2569) จากกรณีที่มีหญิงรายหนึ่งออกมาเปิดโปงพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ โดยนักเคลื่อนไหวอาวุโส ซึ่งเคยเป็นนักโทษคดี ม.112 จนกลายเป็นเรื่องที่มีผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
ซึ่งล่าสุด นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวทางการเมืองอาวุโส ได้ออกมาโพสต์บนเฟซบุ๊ก Somyot Pruksakasemsuk เกี่ยวกับประเด็นร้อนขณะนี้ โดยมีข้อความว่า "คำขอโทษ" พร้อมเปิดเผยว่า เข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม และขอโทษทุกท่านที่ทำให้ขุ่นเคืองกับการกระทำที่ผิดพลาดครั้งนี้ จึงขอรับโทษทัณฑ์ทั้งหลายทั้งปวง
ล่าสุด "แก้วตา" น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า "กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข"
สิ่งที่สังคมต้องเลิกทำเสียที คือเอาการที่ผู้เสียหายยังกลับไปหา ยังทำงานด้วย ยังเดินทางด้วย หรือยังมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ตนกล่าวหาว่ากระทำความรุนแรง มาใช้เป็นหลักฐานว่า "ถ้าอย่างนั้นคงไม่ได้ถูกข่มขืนจริง" ความรุนแรงทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างคนแปลกหน้า และเหยื่อไม่ได้มีพฤติกรรมแบบเดียวกันทุกคน
จากคำบอกเล่า เหตุการณ์ครั้งแรกถูกบรรยายอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการ ถูกบังคับ และไม่มีความยินยอม ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต้องมองผ่านบริบทของ grooming ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การพึ่งพา และ trauma bonding ไม่ใช่เอาความสัมพันธ์ในภายหลังไปลบล้างการไม่มี consent ในครั้งแรก
คนที่ถามว่า "ถ้าถูกข่มขืนจริงแล้วทำไมยังกลับไปหาเขา" กำลังตั้งคำถามผิดคน คำถามที่ควรถามคือ เหตุใดคนที่มีอำนาจและได้รับความไว้วางใจจึงสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าหนีไม่ได้ พูดไม่ได้ และต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
การอยู่ต่อไม่ใช่ consent การเงียบไม่ใช่ consent การพึ่งพาไม่ใช่ consent และความสัมพันธ์ภายหลังไม่สามารถเปลี่ยนการกระทำที่ปราศจากความยินยอมในอดีตให้กลายเป็นความสัมพันธ์เชิงชู้สาวได้
Advertisement