
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปมข้อวินิจฉัยสถานะประธาน กสทช. ยังวุ่นไม่จบ หลังเกิดข้อถกเถียงว่าคณะกรรมการสรรหามีอำนาจกลับมาวินิจฉัยสถานะของกรรมการ กสทช. ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้วหรือไม่ ล่าสุดมีประเด็นใหม่ย้อนกลับไปถึง "คุณสมบัติของผู้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการสรรหา" ซึ่งอาจกลายเป็นอีกปมสำคัญต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการพิจารณาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เนื่องจากมีข้อสังเกตทางกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา กสทช. เนื่องจากนายเกียรติพงศ์อายุเกิน 70 ปีส่อขาดคุณสมบัติกรรมการสรรหา
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ การมีประธานคณะกรรมการสรรหาอายุเกิน 70 ปีดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณสมบัติในการดำรงสถานะกรรมการสรรหาหรือไม่ ข้อสังเกตนี้อ้างอิงพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 15/1 ซึ่งบัญญัติถึงอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือก โดยวรรคสี่ยังให้ใช้บังคับในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการสรรหาด้วยโดยอนุโลม จึงต้องนำมาตรา 7 มาใช้บังคับประกอบมาตรา 15/1 วรรคสี่ เนื่องจากมาตรา 7 ระบุว่า กรรมการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ ก.คุณสมบัติทั่วไป (1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและ (2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีแต่ไม่เกิน 70 ปี จึงเกิดคำถามทางกฎหมายว่า เมื่อมาตรา 15/1 ให้นำหลักเกณฑ์เรื่องคุณสมบัติมาใช้กับกรรมการสรรหาโดยอนุโลมแล้ว เพดานอายุ 70 ปีตามมาตรา 7 จะมีผลบังคับกับกรรมการสรรหาด้วยหรือไม่
แม้นายเกียรติพงศ์จะได้รับคัดเลือกตามมาตรา 14 (2) ในฐานะบุคคลซึ่งมาจากฝ่ายตุลาการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ การเข้าสู่ตำแหน่งตามมาตรา 14 จะทำให้สามารถดำรงสถานะกรรมการสรรหาต่อไปเมื่ออายุเกินเกณฑ์ที่มาตรา 7 กำหนดหรือไม่ หรือคุณสมบัติทั่วไปดังกล่าวต้องดำรงอยู่ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่
ข้อสงสัยนี้ยิ่งมีนัยสำคัญ เพราะนายเกียรติพงศ์ไม่ได้เป็นเพียงกรรมการสรรหา แต่ทำหน้าที่ "ประธานกรรมการสรรหา" ในการประชุมวันที่ 21 กรกฎาคม ซึ่งนำไปสู่คำวินิจฉัยที่ 1/2569 เกี่ยวกับสถานะของ ศาสตราจารย์พิเศษ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
หากข้อกฎหมายถูกตีความว่า กรรมการสรรหาต้องมีอายุไม่เกิน 70 ปีตลอดเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ ก็ย่อมเกิดคำถามตามมาทันทีว่า ในวันที่ 21 กรกฎาคม นายเกียรติพงศ์ยังมีสถานะเป็นกรรมการและประธานกรรมการสรรหาโดยสมบูรณ์หรือไม่ และมีอำนาจเข้าร่วมประชุม ตลอดจนร่วมออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 หรือไม่
ประเด็นดังกล่าวอาจนำไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นถึง องค์ประกอบและความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีนายเกียรติพงศ์ทำหน้าที่ประธาน พร้อมด้วยกรรมการสรรหารายอื่นเข้าร่วมพิจารณาและมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช.
หากในทางกฎหมายมีข้อสรุปในอนาคตว่า นายเกียรติพงศ์ขาดคุณสมบัติในการเป็นกรรมการสรรหาในวันดังกล่าว ก็จะต้องพิจารณาต่อไปว่า จะส่งผลต่อองค์ประกอบของที่ประชุม องค์ประชุม อำนาจในการพิจารณา และผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยที่ 1/2569 หรือไม่ และในระดับใด
สถานการณ์จึงกลายเป็นเสมือนคำถามที่ย้อนกลับไปยังผู้วินิจฉัยเอง จากเดิมที่คณะกรรมการสรรหาพิจารณาปัญหาเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. วันนี้กลับเกิดคำถามขึ้นว่า ผู้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการสรรหาในวันที่มีคำวินิจฉัยนั้น มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่
แหล่งข่าวระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจึงมีอย่างน้อย 3 ชั้น คือ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายเกียรติพงศ์มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นกรรมการสรรหาหรือไม่ หากไม่ครบถ้วนจะกระทบต่อองค์ประกอบและความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมหรือไม่ และท้ายที่สุดจะส่งผลอย่างไรต่อคำวินิจฉัยที่ 1/2569
ทั้งหมดเป็นข้อกฎหมายที่ยังต้องได้รับการวินิจฉัยจากหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอำนาจ แต่ถือเป็นอีกปมที่ทำให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช. ขยายจากคำถามว่า "ผู้ถูกวินิจฉัยมีคุณสมบัติหรือไม่" ไปสู่คำถามว่า "ผู้วินิจฉัยเองมีคุณสมบัติและอำนาจครบถ้วนหรือไม่" ซึ่งกำลังถูกจับตาจากทั้งแวดวงกฎหมายและสังคม
Advertisement