
วันที่ 6 กรกฎาคม คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายเธียรชัย พุทธรังษี อดีตนายอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด กับพวก กรณีจัดซื้อสารเคมีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินจากการระบาดของศัตรูพืช (โรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ประกาศให้พื้นที่ 9 ตำบล (ไม่ครบทุกหมู่บ้าน) ของอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ภัยพิบัติโรคระบาดของศัตรูพืช (โรคเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง) และออกคำสั่งจัดสรรเงินทดรองราชการวงเงิน 9,700,000 บาท และ
มอบหมายให้นายอำเภอโพธิ์ชัย มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินดังกล่าวตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ต่อมา เกษตรอำเภอโพธิ์ชัย ได้รายงานสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังและเสนอให้จัดซื้อสารเคมี Pirimiphos methyl (Actelie 50% EC) (ชื่อสามัญพิริมิฟอส–เมทิล)โดยใช้จำนวน 1 ขวด (ขวดละ 500 ซีซี) ต่อพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 1 ไร่ ในราคาขวดละ 1,450 บาท จำนวน 6,689 ขวด เป็นเงินทั้งสิ้น 9,699,050 บาท
ซึ่งนายเธียรชัย อนุมัติตามที่เสนอ ทั้งที่การอนุมัติให้จัดซื้อสารเคมีดังกล่าวจะต้องเสนอเรื่องให้ที่ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอโพธิ์ชัย (ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย) พิจารณา แต่ปรากฏว่านายเธียรชัย สั่งการให้ปลัดอำเภอโพธิ์ชัยจัดทำบันทึกรายงานการประชุมว่า คณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ.โพธิ์ชัย มีมติเห็นชอบอนุมัติให้ใช้งบประมาณจากเงินทดรองราชการที่จังหวัดร้อยเอ็ด จัดสรรให้ และเห็นชอบจัดซื้อสารเคมีดังกล่าว ทั้งที่ไม่มีการประชุมกันจริง นอกจากนั้นราคาของสารเคมีไม่ได้มาจากการสืบราคาจากท้องตลาด แต่เป็นราคาที่เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้กำหนด
ต่อมาในขั้นตอนจัดหาผู้ขาย ปรากฏว่านายเธียรชัย อนุมัติให้จัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และได้เรียกเสมียนตราอำเภอโพธิ์ชัย เข้าไปพบที่ห้องทำงานและแจ้งว่า จะมีคนนำเอกสารการเสนอราคาจัดซื้อสารเคมีมามอบให้ และให้เลือกผู้ขายตามเอกสารที่ได้รับมอบ จากนั้นในวันเดียวกันมีบุคคลนำเอกสารการเสนอราคาของบริษัท 3 แห่ง
โดยเอกสารของบริษัท มินถาพร จำกัด ปรากฏคำว่า “คู่สัญญา” ส่วนเอกสารของ 2 ห้างดังกล่าว ปรากฏคำว่า “คู่ประกบ”
จากนั้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555 นางประไพ ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ เสนอรายงานขอจัดซื้อสารเคมีจำนวน 6,689 ขวด ๆ ละ 1,450 บาท แต่ใบเสนอราคาของบริษัท มินถาพร จำกัด ที่ระบุว่าเป็น“คู่สัญญา” ได้เสนอราคาสูงกว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรร นางประไพ สุรเสน จึงโทรศัพท์ไปต่อรองราคากับบริษัท
มินถาพร จำกัด ซึ่งบริษัทยินดีลดราคาลงเหลือ 9,699,050 บาท จึงเสนอให้จัดซื้อสารเคมี จากบริษัท มินถาพร จำกัด ซึ่งนายเธียรชัย อนุมัติและลงนามในบันทึกข้อตกลงซื้อขาย เลขที่ 3/2555 ลงวันที่ 4 มกราคม 2555 กับบริษัท มินถาพร จำกัด
ต่อมาสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดร้อยเอ็ดได้ตรวจสอบการจัดซื้อสารเคมีดังกล่าวของอำเภอโพธิ์ชัยว่ามีราคาสูงเกินกว่าความเป็นจริงหรือไม่ โดยได้ติดต่อสอบถามราคากับบริษัทที่จำหน่ายสารกำจัดแมลงยี่ห้อเดฟเทลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส – เมทิล อันเป็นยี่ห้อเดียวกับที่อำเภอโพธิ์ชัยได้จัดซื้อจากบริษัท มินถาพร จำกัด ซึ่งบริษัทได้แจ้งใบเสนอราคา ฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 ระบุว่ายากำจัดแมลงยี่ห้อเดฟเทลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอส – เมทิล ขนาดบรรจุ 1 ลัง 12 ขวด ๆ ละ 500 ซีซี ราคาเงินสดลังละ 2,520 บาท (รวมค่าขนส่ง) เฉลี่ยราคาขวดละ 210 บาท ประกอบกับจากการสืบค้นในเว็บไซต์ขายสารเคมีแสดงข้อมูล
รายการสารเคมียี่ห้อโพโดลิค ชื่อสามัญพิริมิฟอล เมทิล 50% EC ขนาด 1 กล่อง มี 12 ขวด ๆ ละ 500 ซีซี ราคาขวดละ 220 บาท
ดังนั้น จึงเห็นว่าอำเภอโพธิ์ชัยได้จัดซื้อสารเคมีดังกล่าวในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง ถึงขวดละ 1,240 บาท เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย คิดเป็นเงินประมาณ 8,294,360 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
1.นายเธียรชัย พุทธรังษี มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
2. นางประไพ สุรเสน มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
3. การกระทำของเอกชน 3 ราย มีมูลความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามฐาน ความผิดดังกล่าว
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
Advertisement