
เมื่อเวลา 10.35 น. 69 ที่รัฐสภา นาย ภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายตั้งข้อสังเกตงบประมาณปี 70 ว่า งบที่มีการเติบโตก้าวกระโดดคือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เพิ่มขึ้น 33.6% และกระทรวงการคลัง เพิ่มขึ้น 11.6% และมีการเพิ่มการเติบโตกระทรวงสายสังคม ตัดงบจากกระทรวงสายเศรษฐกิจออก ซึ่งประเทศไทยกำลังแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก ทำให้กระทรวงที่ดูแลเม็ดเงินในการชำระหนี้ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง มีงบประมาณแซงกระทรวงที่ดูแลปากท้อง การศึกษา และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ
นายภาคภูมิ กล่าวถึงกระทรวงดีอีว่า ปีนี้งบประมาณ 13,625.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 33.6% ซึ่งนโยบายของนายกรัฐมนตรีระบุว่า งบประมาณของแต่ละกระทรวงต้องกระโดดไม่เกินปีละ 20% แต่กระทรวงดีอีมีงบประมาณเพิ่มแบบแหกทุกกฎเกณฑ์ สมเป็นกระทรวงของลูกเทพ แม้จะเห็นด้วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี แต่อยากให้มีความคุ้มค่า และมีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการ TH-AI Passport พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การที่เพิ่มงบเพราะเห็นว่ากระทรวงมีความสำคัญ หรือมีคนสำคัญมาคุมกระทรวง
นายภาคภูมิ กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงสายสังคมมีงบประมาณเพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่นกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ แต่งบประมาณที่ถูกตัดออก มีทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม 17% คมนาคม 11% และกระทรวงเกษตรฯ 7.1% หากโดนตัดงบประมาณขนาดนี้ รัฐบาลต้องให้คำตอบว่ากำลังผลิตเศรษฐกิจฐานรากจะเป็นอย่างไร
นายภาคภูมิ ยังกล่าวถึงงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่า งบประมาณปีนี้นี้ลดลง 2 พันกว่าล้าน และจะลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 73 ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโลกเดือดกับฝุ่น PM 2.5 ซึ่งถือว่าย้อนแย้ง
ในส่วนงบประมาณโครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตั้งงบไว้เพียง 16 ล้านบาท แบ่งเป็นงบปฏิบัติการบิน 5 ล้านบาท และงบสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ 11 ล้านบาท เมื่อกระจายไปยังจังหวัดเป้าหมาย 22 จังหวัด จะเหลืองบเฉลี่ยเพียงจังหวัดละประมาณ 500,000 บาทเท่านั้น ซึ่งแทบไม่เพียงพอต่อการจัดซื้ออุปกรณ์ การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ หรือการปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่จริง ทำให้ภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ อาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องหาทรัพยากรจากหน่วยงานอื่นมาสนับสนุนการทำงาน
นายภาคภูมิ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการปรับลดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งลดลงจากกว่า 26,000 ล้านบาทในปี 2569 เหลือเพียงประมาณ 4,200 ล้านบาทในปี 2570 หรือลดลงกว่า 83% โดยมองว่านี่ไม่ใช่เพียงการปรับลดงบประมาณตามปกติ แต่เป็นการรื้อโครงสร้างการกระจายอำนาจด้านงบประมาณ ดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ส่วนกลาง ส่งผลให้หลายจังหวัดสูญเสียโอกาสในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาตามบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนอย่างจังหวัดตากที่ได้รับผลกระทบจากการลดงบประมาณอย่างชัดเจน
นายภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้ายว่า งบประมาณกลุ่มจังหวัดถูกตัด แต่กลางปีนี้เพิ่มขึ้นมาก เราไม่รู้ว่าในอนาคตจังหวัดไหนจะมีเรื่องเดือดร้อน ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถึงเวลาก็ต้องไปง้องบกลาง จึงหวังว่านายกรัฐมนตรี จะจัดสรรงบลงจังหวัดให้มีความเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ใช่ว่าอันไหนไม่ใช่จังหวัดฉัน หรือเป็นสีนี้แล้วไม่ให้ ขออย่าได้ทำ และหากมีการวิ่งเต้นของบ ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนนอกรัฐบาลมาตัดสินใจหรือไม่
Advertisement