
วันที่ 18 มิ.ย. 69 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีมติเห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ว่าด้วยการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคาร เพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
เรื่องดังกล่าวเป็นการจัดทำความตกลงในรูปแบบ “หนังสือแลกเปลี่ยน” ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา เพื่อยืนยันสิทธิในการได้มา ถือครอง หรือจำหน่ายที่ดินและอาคารที่ใช้เป็นสถานที่ทำการหรือที่พำนักของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของทั้งสองประเทศ บนหลักปฏิบัติต่างตอบแทน รวมถึงการยกเว้นภาษี อากร และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหรือจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว
ปัจจุบัน รัฐบาลไทยถือครองกรรมสิทธิ์อาคารและที่ดินในกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา รวมเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ 51.2 ตารางวา สำหรับใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตไทยและทำเนียบเอกอัครราชทูต ขณะที่รัฐบาลเมียนมาถือครองกรรมสิทธิ์อาคารและที่ดินในกรุงเทพมหานคร รวมเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา สำหรับใช้เป็นสถานเอกอัครราชทูตและสถานที่เกี่ยวข้องทางการทูต โดยทั้งสองฝ่ายถือครองมาตั้งแต่ปี 2491
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลเมียนมาได้แจ้งความประสงค์ขอซื้อที่ดินและอาคารเพิ่มเติมในประเทศไทย รวมเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 26.7 ตารางวา แบ่งเป็นที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นที่ทำการสถานกงสุลใหญ่เมียนมา ณ จังหวัดเชียงใหม่ และที่พำนักของกงสุลใหญ่และเจ้าหน้าที่ รวมถึงที่ดินพร้อมอาคารในกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นสำนักงานและที่พักของผู้ช่วยทูตฝ่ายแรงงาน
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบแล้วพบว่า ไทยและเมียนมายังไม่เคยจัดทำความตกลงระหว่างกันว่าด้วยการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเห็นควรจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวให้เป็นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับกฎหมายไทย และครอบคลุมการถือครองที่มีมาตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมา
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนนี้ถือเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนการลงนาม แต่ไม่เข้าลักษณะที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ขัดข้องในหลักการ
“การเห็นชอบครั้งนี้เป็นการยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับเมียนมาในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกันยาวที่สุดของไทย ช่วยอำนวยความสะดวกต่อภารกิจทางการทูตและกงสุล เสริมสร้างความร่วมมือด้านแรงงาน ความมั่นคงมนุษย์ การค้า การลงทุน และการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกัน พร้อมสะท้อนภาพลักษณ์ของไทยในฐานะรัฐที่เคารพพันธกรณีและกฎหมายระหว่างประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว
Advertisement