Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
นักวิชาการจุฬาฯ ชมเปาะ "ไทยช่วยไทยพลัส 60:40" ปัง กระตุ้นตรงจุด

นักวิชาการจุฬาฯ ชมเปาะ "ไทยช่วยไทยพลัส 60:40" ปัง กระตุ้นตรงจุด

5 มิ.ย. 69
18:54 น.
แชร์

ถอดสูตรสำเร็จ! นักวิชาการจุฬาฯ ชมเปาะ "ไทยช่วยไทยพลัส 60:40" ปังเพราะต่อยอดระบบ "คนละครึ่ง" ชี้ช่วยลดค่าครองชีพ-กระตุ้นร้านค้ารายย่อยได้ตรงจุด 

วันที่ 5 มิ.ย. 69 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน คือการที่รัฐบาลเลือกนำระบบและแพลตฟอร์มที่ประชาชนคุ้นเคยจากโครงการ “คนละครึ่ง” มาต่อยอด แทนที่จะพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด 

ดร.สติธร ระบุว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดความยุ่งยากในการเข้าถึงสิทธิของประชาชน และลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเทคนิคที่มักเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของโครงการใหม่ ส่งผลให้การลงทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็วและประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง 

“บทเรียนสำคัญของนโยบายสาธารณะคือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการคิดสิ่งใหม่เสมอไป บางครั้งการนำระบบเดิมที่มีประสิทธิภาพมาปรับปรุงและพัฒนาต่อยอด ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้ เพราะช่วยลดความสับสนและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” ดร.สติธร กล่าว 

ประสบการณ์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสควรถูกนำไปใช้กับการดำเนินนโยบายสวัสดิการภาครัฐในอนาคต โดยเฉพาะการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งขณะนี้เริ่มมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ 

ทั้งนี้ แม้การปรับเกณฑ์อาจมีเหตุผลเพื่อให้การช่วยเหลือมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นจริงมากขึ้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน  และรักษาความต่อเนื่องของระบบ เพื่อป้องกันความสับสนและความไม่มั่นใจของประชาชน ฉะนั้น หากมีข้อท้วงติงก็ควรรับฟัง อะไรที่ไม่เหลือบากกว่าแรง อย่างกรณีผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ถ้าปรับได้ก็ควรปรับ อย่างให้เสียบรรยากาศการขับเคลื่อนนโยบาย 

สำหรับข้อดีของโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ดร.สติธร มองว่า ประการแรก โครงการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากประชาชนจ่ายเพียง 40% ขณะที่ภาครัฐช่วยสนับสนุนอีก 60% ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทันที 

ประการที่สอง โครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและร้านค้ารายย่อย เนื่องจากเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยตรง 

ประการที่สาม กลไกร่วมจ่าย หรือ Co-payment มีข้อได้เปรียบกว่าการแจกเงินสดทั่วไป เพราะทำให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระดับชุมชนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น 

อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ระบุว่า โครงการลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาระงบประมาณของรัฐที่ค่อนข้างสูง ผลลัพธ์ที่ส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น รวมถึงความเสี่ยงด้านการใช้สิทธิไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่ยังจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง 

ดร.สติธร เห็นว่า รัฐบาลควรมอง “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำลังซื้อยังเปราะบาง มากกว่าจะเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว 

“มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยให้เศรษฐกิจหายใจได้สะดวกขึ้นในระยะสั้น แต่การทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงอย่างยั่งยืน ยังต้องอาศัยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน การส่งเสริมนวัตกรรม และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป” ดร.สติธร กล่าว

Advertisement

แชร์
นักวิชาการจุฬาฯ ชมเปาะ "ไทยช่วยไทยพลัส 60:40" ปัง กระตุ้นตรงจุด