
วันที่ 11 พ.ค. แกนนำพรรคประชาชน ในนาม ครม.เงา พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ,นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล,นายวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แถลง หลังรับฟังตัวแทนเกษตรกรเกี่ยวกับปัญหาราคาปุ๋ย ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยไม่ควรถูกละเลยจากรัฐบาล โดยข้อเสนอเรียกร้องไปยังรัฐบาล ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุม ครม. โดยมีบางอย่างที่ต้องการส่งข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลและเป็นเดทไลน์ ซึ่งการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้จะเป็นเส้นตาย ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในบางส่วน
พร้อมหยิบยกข้อมูลข่าวว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ยังดำเนินการที่ไม่ได้สอดประสานกัน จากการให้ข่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุว่าต้องการความร่วมมือจากกระทรวงเกษตร แต่ละรัฐรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรก็ให้ข่าวในลักษณะเดียวกันว่าเชิญชวนกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่ด้วยกัน ซึ่งเป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่าเสียงของภาคเกษตรจะถูกละเลยอย่างไร และเป็นปัญหาที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ไม่สามารถบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เสียงของพี่น้องเกษตรกรตกหล่น
นายปุ้ย แสงนาค ตัวแทนเกษตรกร กล่าวว่า เป็นตัวแทนชาวนาในพื้นที่ภาคกลางว่าสถานการณ์ของชาวนาขณะนี้ย่ำแย่ที่สุดแล้ว ราคาข้าวตกต่ำที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา และถูกซ้ำเติมด้วยราคาต้นทุนที่แพงที่สุด เท่าที่เคยเป็นมา อีกทั้งราคาน้ำมันที่แพงมากรวมถึงราคาปุ๋ยที่แพงไม่เคยลง ซึ่งต้นทุนเกือบ 80% ของการทำนาอยู่ที่ปัจจัยดังกล่าว ในขณะที่สถานการณ์ของชาวนาย่ำแย่แต่ยังไม่เห็นความจริงใจใส่ใจช่วยเหลือของภาครัฐ พร้อมฝากคำถามไปถึงรัฐบาลว่า 1. รัฐบาลทำนายเองหรือไม่ ว่าชาวนาต้องการปุ๋ยสูตรอะไร ซึ่งปุ๋ยชีวภาพยังไม่ตอบโจทย์กับชาวนา และขอให้เป็นสินค้าที่ควบคุม ตรวจสอบต้นทุนกำไรและพ่อค้าคนกลาง ว่าเอาเปรียบชาวนามากเกินไปหรือไม่ 2. การช่วยเหลือเกษตรกรมีความยากเย็นเพียงใด ที่เรียกร้องให้ช่วยเหลือต้นทุน แต่รัฐบาลทำเหมือนเป็นเรื่องยาก เหตุใดการเยียวยาไร่ละ 1,000 ไม่ทำให้เต็มที่ เพราะเหตุใดต้องช่วยโดยผ่านนายทุน
ส่วนนายชัยรัตน์ ศักดิ์อิสระพงศ์ อดีต ผู้สมัคร นายก อบจ. พรรคประชาชน คุกคลีกับมะพร้าวน้ำหอม 9 เดือนที่ผ่านมาพบความทุกข์ของเกษตรกร ได้ทวงถามถึงรัฐบาลเกี่ยวกับล้ง ซึ่งมีการกดราคามะพร้าวของชาวสวน โดยเฉพาะล้งนอมินี ที่มีการตรวจและจับกุมแต่ผ่าน 2 เดือนทวงถามไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงความคืบหน้าในการจัดการหรือดำเนินคดี และในจังหวัดราชบุรีมีล้งหลายที่ผิดกฎหมายหรือไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ และถามถึงล้งกลาง ที่ยังไม่เห็นเกิดจากนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทราบว่ายังอยู่ในขั้นตอนการหาข้อมูลแต่ 3-4 เดือน จะถึงฤดูที่มะพร้าวออกผลผลิตมาจำนวนมาก ถามถึงการแปรรูปว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนการอย่างไร ในการยกระดับโรงงานแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าของมะพร้าวให้มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาให้กับชาวสวนที่จมกับความทุกข์มานาน 8-9 เดือน
นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด กล่าวถึงปุ๋ยธงเขียว การเจรจาปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยยูเรียจากประเทศรัสเซีย ที่มีการแถลงข่าวว่าจะนำเข้า1-2 ล้านตัน แต่สัปดาห์ก่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่าติดขัดไม่สามารถดำเนินการได้ ไม่ทันฤดูกาลเพราะปลูกที่ถึง อาจจะยกเลิกโครงการนี้ ซึ่งตั้งคำถามว่าปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจะสามารถทำทันในฤดูกาลเพาะปลูกนี้หรือไม่ เพราะจะต้องใช้ในปริมาณมาก และการจัดซื้อจัดจ้างจะมีความโปร่งใสหรือมีมาตรฐานหรือไม่ และความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรแตกต่างกัน มีการสอบถามความต้องการจากเกษตรกรแล้วหรือยังจึงเสนอว่ารัฐบาลควรเจรจาหาปุ๋ยเคมีตามความต้องการที่มีการขาดแคลน เช่นปุ๋ยยูเรียจากแหล่งอื่นต่อไป และควรนำบทเรียนปุ๋ยรัสเซียมาปรับปรุง ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรเห็นด้วยควรช่วยเหลือแบบตรงไปยังเกษตรกร จะเป็นเงินสนับสนุนค่าปุ๋ย 300 บาทต่อไร่ ก็สามารถจ่ายตรงต่อเกษตรกรเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรอโครงการธงเขียว หรือปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เพื่อบริหารจัดการให้ทันฤดูกาลเพาะปลูก คาดว่าจะใช้วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท มองว่าไม่มากหากเปรียบเทียบกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
จากนั้นนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล เสนอแนะกระทรวงพาณิชย์ ต้องตั้งหลักให้ดี ว่าภารกิจเร่งด่วนคืออะไรมองมี 2 ภารกิจ 1. ต้องกล้าที่คุมราคาเพื่อจัดการต้นทุนให้เป็นธรรมสำหรับเกษตร ต้องประกาศราคาควบคุมไม่ใช่เพียงราคาแนะนำ 2. ต้องควบคุมการนำเข้าเพื่อบริหารปริมาณสินค้าเกษตรภายใน จัดการปัญหาสินค้าเกษตรต่างชาติที่ทะลักเข้ามาตัดราคาและแย่งตลาดสินค้าเกษตรไทย
นายณัฐพงษ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่าหากเป็นรัฐบาลพรรคประชาชนจะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนคนละแบบกับรัฐบาลปัจจุบัน 1. หากมีอำนาจในการบริหารประเทศจะจัดการให้กระทรวงเกษตรฯ จัดหาปุ๋ยจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบไม่สะเปะสะปะอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ใช่เล่นข่าวใหญ่โตว่าจะไปหาปุ๋ยจากรัสเซียแต่สุดท้ายกลับลำ เปลี่ยนมาใช้งบกลาง 5-6 พันล้านบาท มาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ที่สุดท้ายเกษตรเกษตรกรสะท้อนเสียงว่าไม่ได้ต้องการอย่างแท้จริง 2. หากมีอำนาจบริหารกระทรวงพาณิชย์จะกล้าที่ประกาศควบคุมราคาปุ๋ย ไม่ใช่เพียงราคาแนะนำ หากเป็นรัฐบาลประชาชนจะทำให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวเกษตรกร ไม่ให้เกิดภาพข่าวอย่างที่เป็นมาที่แต่ละกระทรวงให้ข่าวสวนทางกัน ซึ่งต่างคนต่างเรียกร้องให้เอกกระทรวงทำงานร่วมกันทั้งที่อยู่ในรัฐบาลชุดเดียวกัน
“ ถ้าเป็นรัฐบาลประชาชนจะเปิดเผยข้อมูลสต๊อกปุ๋ยทุกอย่างให้โปร่งใส และถือโอกาสนี้สนับสนุนเกษตรกรในการช่วยตรวจสอบคุณภาพดิน ยกระดับสภาพดินซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเกษตรกรไทยที่ผ่านมา ที่มีปัญหาผลผลิตต่อไร่ที่ตามไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน” นายณัฐพงษ์กล่าว
นายณัฐพงษ์ระบุว่า หากเป็นรัฐบาลประชาชนเราจะจำเป็นต้องกู้เงิน อย่างพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เห็นแล้วว่ารัฐบาลพยายามสอดไส้เอาส่วน 2 แสนล้านบาท ที่ไม่ได้มีมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นเงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมาสอดไส้ หากจำเป็นต้องกู้จะกู้ไปเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรคนที่เดือดร้อนมากที่สุดในประเทศนี้ ซึ่งใช้วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงแก่เกษตรกรทั่วประเทศ
Advertisement