Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"อนุทิน" ร่ายยาว แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ชู 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนประเทศ

"อนุทิน" ร่ายยาว แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ชู 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนประเทศ

9 เม.ย. 69
12:12 น.
แชร์

"อนุทิน" แถลงนโยบาย ชู 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนประเทศ "เศรษฐกิจ - ความมั่นคงฯ - สังคม - สิ่งแวดล้อม - ปฏิรูปกฎหมาย" เร่งโอนงบ 69 บรรเทาผลกระทบ ปชช.

(9 เม.ย. 2569) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่า ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2569 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2569 นั้น บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการ แผ่นดินที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยมีความสอดคล้องกับหมวด 5 หน้าที่ของรัฐและหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) เรียบร้อยแล้ว

คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและพี่น้องประชาชนให้ทราบถึงหลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยรัฐบาลภายใต้การนำของตนจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลของตนได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การจัดทำมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย - กัมพูชา และการปกป้องอธิปไตยของประเทศ การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น

การสร้างความปลอดภัยและการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว การแก้ปัญหาคอขวดเพื่อกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเร่งเจรจาการค้า และการบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การยกเลิกมูลค่าขั้นต่ำ และเก็บอากรสินค้านำเข้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ การประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เร็วขึ้น

รวมทั้งการจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยรัฐบาลสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มให้กลับมาขยายตัวสูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว

นายอนุทิน ยังชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลง สวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานโดยมีแนวโน้มที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และสถานการณ์นี้ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และในทิศทางใด โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ ภายใต้อำนาจ และหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ และบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ

ส่วนการบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆ ให้กับพี่น้องคนไทยอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพการหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในประเทศ ที่ได้ผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานควบคู่กับการพลิกวิกฤติของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการจูงใจให้บริษัทต่างชาติ ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศและการเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อเพิ่มตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ซึ่งจะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศในการเป็น "ศูนย์กลาง ความมั่นคงทางอาหารของโลก"

ขณะเดียวกันรัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ และจะดำเนินการปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ประเทศไทยในวันนี้อยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยที่ภัยส่วนใหญ่ ยังมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ จากวิกฤตหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและผลิตภาพโดยรวมที่ถดถอย ภัยด้านสังคมจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำ ปัญหายาเสพติด ความไม่เข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ความเหลื่อมล้ำในสังคม ข้อจำกัดของทุนมนุษย์และระบบสวัสดิการภัยด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง และภัยด้านความมั่นคง จากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ระเบียบโลกเดิมที่เคยเกื้อหนุนความมีเสถียรภาพ ด้านความมั่นคงและการค้าเสรี กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ที่มีความไม่แน่นอนและเต็มไปด้วย ความท้าทาย อาทิ การเก็บภาษีนำเข้าและดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศตน การขัดแย้งด้วยอาวุธ การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

"การเข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ และขั้วอำนาจของโลกที่ยังไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่น และสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อนำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคน ควบคู่กับการสร้างอนาคตของคนไทยด้วยการเพิ่มศักยภาพ คนไทยให้มีความรู้ ความสามารถและมีทักษะที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และสามารถปรับตัว ตอบสนองกับสถานการณ์และความเสี่ยงที่ยากจะคาดการณ์ได้" นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน ระบุต่อว่า รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น "ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์" เพื่อสร้างความเข้าใจในภารกิจและทำงานบนเป้าหมายและตัวชี้วัดเดียวกัน โดยยึดความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก และรัฐบาลจะทำหน้าที่รวมพลังภาคเอกชนและประชาชน เพื่อปลุกพลังในสังคมไทยให้เข้มแข็ง สร้างบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีโลกอย่างมีเกียรติภูมิ ปกป้องอธิปไตย และส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ พร้อมทั้งปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และมีภูมิต้านทานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น และความสุขให้กับพี่น้องคนไทย ดังนี้

นโยบายด้านเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ โดยเร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้น และไปต่อได้ รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนา ยกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต

ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจ และแหล่งเงินทุนในระบบเพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการภาครัฐต่างๆ โดยเฉพาะสินเชื่อ ทางการเงินบนต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายระเบียบและขั้นตอนอนุมัติอนุญาตทำการค้าการลงทุนให้สะดวก โปร่งใส สร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs

ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ โดยกระจายอำนาจการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อม ผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และส่งเสริมให้เกิดภาษีใหม่และค่าธรรมเนียมรวมทั้งเครื่องมือที่จะสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในการวางแผน และการพัฒนาท้องถิ่น

ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล

ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศโดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศที่มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทยเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

ในด้านการค้า "เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลกสร้างพันธมิตรการค้า" โดย สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

ด้านการเกษตร "เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม" ไปสู่ "เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน" ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิต จำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และสร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

ด้านการท่องเที่ยว "สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง" โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ รวมถึงพัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว และยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

นายอนุทิน กล่าวถึงนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง โดยเร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติ ครอบคลุมทุกทิศทางและไปให้ไกลกว่าประเทศไทย เสริมสร้างเสถียรภาพ พร้อมขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ "ทีมประเทศไทย"

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค ป้องกัน เฝ้าระวังและจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะปัญหาชายแดนและยาเสพติด สแกมเมอร์ และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยรุกรานแบบเบ็ดเสร็จ

"มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย - กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว" นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึงพัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้ รวมถึงการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมทั้งบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น การทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) การพัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต และการพัฒนาระบบทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบ สัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อ ในโรงเรียนนายสิบ และการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

ขณะที่ นโยบายด้านสังคม นายอนุทิน ระบุว่า "เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา" ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับการแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม และพัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

นายอนุทิน กล่าวถึงการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดย ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย รวมทั้งสร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย โดยพัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเองครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย และจัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

ส่วนนโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นายอนุทิน ระบุถึงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำ พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และพัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐาน การปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

สำหรับนโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย นายอนุทิน กล่าวว่า ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ "ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ" อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ ปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผลักดันร่างกฎหมายว่า ด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลักให้แล้วเสร็จ และมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

อีกทั้ง การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ให้เหลือ บทบาท "ผู้ควบคุม" เพียงเท่าที่จำเป็น และการพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่างๆ จำนวนกว่าเจ็ดพันฉบับ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณและภาระแก่ประชาชน

นอกจากนี้ จะเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย รวมถึง แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยกำหนดมาตรการทางจริยธรรมและประพฤติมิชอบเพื่อให้ปลอดจากการทุจริต ปฏิรูประบบกระบวนการอนุมัติอนุญาต ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น เพื่อลดโอกาสความเสี่ยงของการทุจริต และเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมีตัวชี้วัดที่ระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยให้ปรับตัวดีขึ้น

นายอนุทิน ยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 162 โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง "พูดแล้วทำ" ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการยกเครื่องประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศ นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคนได้ตามเป้าหมาย โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหาร ราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลงทุนเพื่ออนาคต

2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ และผลักดัน SMEs ให้เติบโตและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศ

3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อให้กับคนไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ของโลก

4. ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะและบทบาทไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายขั้ว และเสริมความมั่นคงภายใน - ชายแดน - กองทัพ ให้พร้อมรับภัยคุกคามสมัยใหม่

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะมอบหมายผู้รับผิดชอบหลักในแต่ละกลุ่มยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการดำเนินงาน กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดผลลัพธ์หลักที่สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความท้าทายและวัดผลได้อย่างชัดเจน และรัฐบาลจะดำเนินการติดตามความก้าวหน้าเพื่อวิเคราะห์ และแก้ไขอุปสรรคเชิงระบบ เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายและรายงานความก้าวหน้าต่อพี่น้องประชาชนอย่างโปร่งใส และต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะดำเนินการโดยยึดประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและการเสริมสร้างเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจโดยการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก และจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ด้วยความรอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิดการบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐให้มีความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน ในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชน และลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว

"ท้ายที่สุดนี้ กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่า ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วม และเป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย" นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย อย่างไรก็ตามนายกฯ ได้ใช้เวลาแถลงนโยบาย 1 ชั่วโมง 8 นาที

Advertisement

แชร์
"อนุทิน" ร่ายยาว แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ชู 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนประเทศ