
วันที่ 3 เม.ย. 69 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยข้อมูล โฆษกทัพเรือเล่าเรื่อง ep#6 โครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ ลงในเฟซบุ๊กเพจ “โฆษกกองทัพเรือ Naval Spokesperson” ระบุว่า
การดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกตในปีงบประมาณ 2569 นี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รวมทั้งคำสั่งและมติของคณะรัฐมนตรีไทย ตลอดจนกฎระเบียบของทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ กองทัพเรือไทย จะได้รับ และให้สอดคล้องกับความต้องการด้านยุทธการและวัตถุประสงค์การใช้งานของกองทัพเรือ
โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560 – 2580 (ฉบับทบทวน พ.ศ. 2566) ซึ่งกำหนดความต้องการเรือฟริเกตรวม 8 ลำ โดยปัจจุบันมีใช้งานแล้ว 4 ลำ จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบ 3 มิติ ได้แก่
การต่อต้านเรือผิวน้ำ (Anti Surface Warfare : ASUW) การปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare : ASW) และการป้องกันภัยทางอากาศ (Anti Air Warfare : AAW) รวมทั้งรองรับภารกิจทางทหารนอกเหนือจากสงคราม (MOOTW) เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HA/DR) การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล (SAR) ภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลในสถานการณ์ปกติ
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 1 ลำ พร้อมระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การทดสอบทดลอง และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร โดยกำหนดส่งมอบ ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ วงเงินรวม 17,000,000,000 บาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2569 – 2574)
ทั้งนี้ กองทัพเรือได้นำโครงการจัดหาเรือฟริเกตเข้าร่วมดำเนินการตามแนวทาง “ข้อตกลงคุณธรรม” เช่นเดียวกับโครงการจัดหาเรือประเภทอื่นๆ ของกองทัพเรืออีกหลายโครงการ โดยข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) นี้อยู่ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เป็นมาตรการเสริมเพื่อป้องกันการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐ ผู้ยื่นเสนอราคา และผู้สังเกตการณ์อิสระ ร่วมลงนามยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ให้หรือรับสินบน และไม่กระทำการฮั้วประมูล มักใช้กับโครงการวงเงินสูงหรือโครงการที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีแนวทางกำกับโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ที่ได้พัฒนาแนวคิดร่วมกับภาคประชาสังคม
โดยปัจจุบัน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (Anti-Corruption Organization of Thailand : ACT) ทำหน้าที่คัดเลือกผู้สังเกตการณ์อิสระที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณสมบัติเหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของโครงการ โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (คปท.) ทั้งนี้ ผู้สังเกตการณ์อิสระจะมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ เช่น การจัดทำ TOR การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การคัดเลือกผู้เสนอราคา การพิจารณาผล ไปจนถึงขั้นตอนบริหารสัญญาและการส่งมอบงาน เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้งบประมาณของภาครัฐตลอดทั้งโครงการ
Advertisement