
วันที่ 1 เม.ย. 69 ที่กระทรวงสาธารณสุข นาย พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะผู้บริหาร ร่วมประชุมผู้บริหารระดับสูง กระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 3/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้านโยบายสำคัญของกระทรวง
โดย นายพัฒนา กล่าวว่า ที่ประชุมได้ติดตามการดำเนินงานเพื่อผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขมีบทบาทในการยกระดับระบบบริการและมาตรฐานสาธารณสุขให้สอดคล้องกับเกณฑ์สากล ซึ่งต้องยกระดับทั้งคุณภาพบริการ ระบบสุขภาพ และการบริหารจัดการให้ได้มาตรฐาน OECD ควบคู่กับการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและกัญชาทางการแพทย์ ซึ่งรัฐบาลยังคงยืนยันเดินหน้ากัญชาเพื่อการแพทย์ โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลตั้งแต่การปลูก การสกัด ไปจนถึงการนำไปใช้ และติดตามผู้ประกอบการที่มีการต่ออายุและไม่ต่ออายุใบอนุญาต
กระทรวงยังเร่งสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยในระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต เพื่อเป็นทางเลือกแทนยาแผนปัจจุบัน พร้อมทำความเข้าใจกับบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับให้ใช้สมุนไพรอย่างเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันมีงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กว่า 2,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมีการใช้จ่ายไปแล้วเกือบ 50% และตั้งเป้าให้เบิกจ่ายได้ครบ 100% ภายในปีนี้ โดยแต่ละเขตสุขภาพจะมีงบเฉลี่ยประมาณ 150 ล้านบาทต่อปี หากเขตใดใช้ไม่เต็มศักยภาพ สามารถบริหารจัดการโยกงบไปยังเขตที่มีความพร้อมได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ต่อมาในด้านโครงสร้างพื้นฐาน กระทรวงได้สั่งการให้ปรับปรุงแบบอาคารสถานพยาบาลให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เทคโนโลยี และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยให้นำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มมาปรับใช้ เช่น การยกระดับจุดเชื่อมต่อออกซิเจน ระบบไฟฟ้า และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสียหายในสถานการณ์ฉุกเฉิน
นายพัฒนา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ในส่วนของนโยบายกัญชาทางการแพทย์ อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การกำหนดหน่วยงานผู้มีอำนาจกำกับดูแลให้ชัดเจน การปรับร้านจำหน่ายกัญชาเข้าสู่ระบบสถานพยาบาล และการมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เป็นหลัก โดยผู้ประกอบการเดิมจะมีระยะเวลาในการปรับตัวประมาณ 3 ปี ปัจจุบันมีร้านกัญชาที่จดทะเบียนประมาณ 11,000 แห่งทั่วประเทศ และจะทยอยหมดอายุใบอนุญาตปีละประมาณ 30–40% โดยหลังจากนี้จะต้องปรับเข้าสู่รูปแบบสถานพยาบาลที่มีบุคลากรทางการแพทย์ประจำ
ขณะเดียวกันกระทรวงยังมีแผนจัดทำฐานข้อมูลและติดสัญลักษณ์หน้าร้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะใบอนุญาตได้อย่างชัดเจน กระทรวงยังมองเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจของกัญชาทางการแพทย์ โดยเฉพาะการสกัดและการแปรรูปที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการใช้ในประเทศควบคู่กับการส่งออกในอนาคต ภายใต้การควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด
นายพัฒนา กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงแนวทางการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าวและชาวต่างชาติ โดยยอมรับว่ายังมีความท้าทายทั้งในด้านการจัดเก็บค่าใช้จ่ายและการเข้าถึงระบบ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีนายจ้างหรืออยู่ระหว่างการพิสูจน์สถานะ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการระยะยาว รวมถึงความเป็นไปได้ในการปรับอัตราเบี้ยประกันให้เหมาะสม โดยกลุ่มที่ทำงานถูกกฎหมายไม่ใช่ปัญหา แต่กลุ่มที่อยู่นอกระบบยังเป็นความท้าทายสำคัญ รวมถึงกรณีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแล้วไม่สามารถติดตามค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข
ขณะที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ กระทรวงยอมรับว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง แม้จะยากต่อการระบุว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของอาการป่วย แต่พบว่ามีแนวโน้มทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการสั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งดูแลประชาชน ทั้งการให้ความรู้ แจกหน้ากากป้องกันฝุ่น และจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นในโรงพยาบาล โรงเรียน และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกลุ่มเสี่ยงอย่างทั่วถึง โดยคาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในระยะต่อไป
Advertisement