
วันนี้ (16 มีนาคม 2569 ) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมแถลงข่าวการตั้งกองทุนสู้ กกต. พร้อมเปิดตัวคณะกรรมการกองทุนทั้ง 5 คน ได้แก่ รศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการ พีเน็ต หรือ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน, นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการ We Watch หรือ เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน หลังมีการประชุมคณะกรรมการครั้งแรก
รศ.ดร. ปริญญา ระบุว่า คณะกรรมการได้พิจารณาชื่อกองทุนอย่างเป็นทางการว่า “กองทุนสิทธิพลเมืองเพื่อการเลือกตั้งโปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ใช้สิทธิพลเมืองในการปกป้องให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม แต่กลับถูกองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งดำเนินคดี ซึ่งการช่วยเหลือไม่จำกัดเฉพาะกรณีบุคคล 6 คนที่กำลังเป็นข่าวว่าถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาอั้งยี่ และยุยงปลุกปั่นเท่านั้น แต่หากมีประชาชนคนใดใช้สิทธิพลเมืองในการปกป้องความโปร่งใสของการเลือกตั้ง แล้วถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม กองทุนนี้สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือได้เช่นกัน
นอกจากนี้ รศ.ดร. ปริญญา ย้ำว่า วัตถุประสงค์หลักคือการช่วยเหลือผู้ถูกฟ้องคดี ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อฟ้องร้องโต้กลับ กกต. แต่หากพบว่าการดำเนินคดีของ กกต. เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็อาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือในการดำเนินคดีโต้กลับ กกต. ได้ด้วย
ด้าน นายสมชัย กล่าวขอบคุณคณะกรรมการทั้ง 5 คน ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งต้องเสียสละทั้งเวลาและความรู้ในการบริหารจัดการกองทุน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ ยืนยันว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกำหนดรายละเอียดของกองทุน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่อ การกำหนดวัตถุประสงค์ หรือระเบียบการใช้จ่ายเงินทั้งหมด ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนในการพิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อให้การดำเนินงานมีความเป็นอิสระและโปร่งใส โดยบทบาทของตนจะเน้นในส่วนของการช่วยระดมทุนจากภาคประชาชนและผู้สนับสนุนต่าง ๆ เพื่อนำเงินมาใช้ช่วยเหลือผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการทำหน้าที่ปกป้องความโปร่งใสของการเลือกตั้งต่อไป การระดมทุนอาจจะเริ่มขึ้นใน 2-3 ถึงสัปดาห์ต่อจากนี้
นายสมชัย ระบุอีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่ากองทุนนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือเฉพาะนายสมชัย ขอยืนยันตรงนี้ว่าการต่อสู้คดีที่ กกต.ฟ้อง จะไม่ขอความช่วยเหลือจากกองทุน ส่วนคดีแพ่งถ้าหากจะมีการฟ้องกลับ กกต. ขอดำเนินการด้วยตังเอง แต่ในส่วนของคดีอาญาที่ฟ้องโต้กลับ กกต. คดีนี้ต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนฯ
เช่นเดียวกับดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวด มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่มาร่วมในการแถลงข่าววันนี้ เปิดเผยว่า ตนเป็น 1 ใน 6 รายชื่อ ที่ปรากฏผ่านสื่อว่าถูกกกต. ดำเนินคดีและระบุว่าไม่ขอรับเงินกองทุนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโดนฟ้องหรือฟ้องกลับก็ตาม พร้อมเปิดเผยว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่โดนฟ้อง เป็นลักษณะการฟ้องปิดปาก หลังจากที่มีการผลักดันเรื่องบาร์โค้ด และไม่ได้ฟ้องแค่กลุ่มตนกลุ่มแรก แต่มีการฟ้องประชาชนมาก่อนหลายคน กลายเป็นว่ามีหลายคนไม่นำเสนอเรื่องนี้เพราะมีการฟ้องปิดปาก ซึ่งถ้าเรายิ่งปิดปากมันจะยิ่งแย่จริงๆแล้วการฟ้องปิดปากมันต้องยิ่งดัง ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่ากกต.ต้องการปิดปากคนทุกๆ วงการหรือไม่ ตนจึงต้องลุกขึ้นมาสู้ ส่วนตัวตนอยากวางกลไกเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ เพราะ เกี่ยวข้องกับประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง 50,000,000 คน และ ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยของกฎหมายของความยุติธรรมและความสุจริตเที่ยงธรรมโปร่งใสของ ตนจึงมองว่าการตั้งกล้องทุนนี้จะดีต่อกรณีการฟ้องปิดปาก โดยหน่วยงานรัฐถึงประชาชน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการฟ้องปิดปากในอนาคตต่อไป
ขณะที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ คือผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLAW) เปิดเผยว่า กิจกรรมวันนี้ไม่ควรจะต้องเกิดขึ้นหากการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต โปร่งใสและเที่ยงธรรม และประชาชนเชื่อมั่นในการเลือกตั้งที่ผ่านมา หรือหากมีประชาชนมาตั้งคําถามพยายามจะตรวจสอบ ความถูกต้องบ้าง ก็ไม่ควรต้องถูกดําเนินคดีใดๆ ทีนี้พอจะเกิดคดีขึ้น พวกเราได้มาอยู่ด้วยกันเรื่องเงินก็เป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่จากที่ฟัง แต่ความสําคัญ คือเราอยากบอกประชาชนที่ก่อนหน้านี้เคยถูกดำเนินคดีแล้ว และคนที่เห็นอะไรผิดปกติ และน่าสงสัย แล้วกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะพูดหรือไม่ พวกท่านไม่ได้อยู่ลําพัง และพวกท่านไม่ได้ต่อสู้เพียงลําพัง ใครก็ตามที่กล้าตั้งคําถาม เกี่ยวกับความโปร่งใสของการเลือกตั้งอย่างน้อยก็มีพวกเรา ยืนยันว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรทำ ถ้าท่านต้องไปเป็นจําเลย แลถเสี่ยงต่อเสรีภาพของตัวเอง ก็ต้องมีคนในสังคมที่ร่วมด้วยช่วยกันระดมทุนเพื่อดูแลค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็ช่วยกันเท่าที่ช่วยกันได้ กองทุนนี้ไม่ได้จะอยู่ยาว หากว่ากกต.พิจารณาใหม่เห็นว่าคดีที่ดําเนินคดี ทั้งที่ชลบุรีและหลาย ๆ ท่านที่ออกมาตรวจสอบเรื่องบาร์โค้ดไม่ควรจะเป็นคดีตั้งแต่แรก แล้วท่านเปลี่ยนใจถอนการแจ้งความ หรือกลับ และยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการตรวจสอบความโปร่งใสสามารถทำได้ ไม่เป็นความผิด ก็ไม่มีภาระในการดำเนินคดี กองทุนของเราก็จะยุบ เราก็ไม่ต้องทำกิจกรรมกัน และไม่ต้องทำกิจกรรมใด ๆ ซึ่งอันนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ขอให้กกต เข้าใจไหมว่าพวกเราไม่ได้ว่างและอย่ามาทำ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
Advertisement