
วันที่ 20 ก.พ. 69 นาย อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อํานวยการศูนย์ KPI Poll เปิดเผยว่า สถาบันพระปกเกล้าได้สํารวจครั้งที่9 เรื่อง “การรับรู้ปัญหาซื้อเสียงของประชาชน และรัฐบาลที่อยากเห็นหลังเลือกตั้ง” สํารวจระหว่างวันที่ 13-16 ก.พ. 69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จํานวน 2,000 ตัวอย่าง ดังนี้
1.คนส่วนใหญ่ รับรู้เรื่อง “ซื้อเสียง” ในเขตเลือกตั้งของตน 53.6% เคยได้ยินเรื่องการซื้อเสียงในเขตเลือกตั้งของตน 46.4% ไม่เคยได้ยิน ถือเรื่องการซื้อเสียงยังอยู่ใกล้ตัวประชาชนจํานวนมาก ขณะเดียวกันอีกเกือบครึ่งไม่เคยได้ยิน
สะท้อนว่า ความรับรู้เรื่องนี้ “ไม่เท่ากัน” ตามพื้นที่ เครือข่ายข่าวสาร ประสบการณ์ในชุมชน
2.ประชาชนได้ยินราคาซื้อเสียง “500–1,000 บาท” ครองสัดส่วนสูงสุด ระดับเงินที่รับรู้ว่าใช้ในการซื้อเสียงมากที่สุดในกลุ่มที่รับรู้ ได้ยินคือ“500-1,000”บาท 76.8% รองลงมา คือ ต่ำกว่า 500 บาท 15.3% และ มากกว่า 1,000 บาท 7.9%
สะท้อนภาพจําของการซื้อเสียงว่า “ไม่ได้เป็นเงินก้อนใหญ่” การซื้อเสียง ในมุมประชาชน เป็นพฤติกรรมที่ “เข้าถึงง่าย ทําซ้ำได้” และอาจเกิดเป็นวงกว้างมากกว่าการทุ่มเงินสูงเป็นรายกรณี
3.การรับรู้เรื่องซื้อเสียงต่างกันมากตามพื้นที่ ใต้-อีสาน สูงกว่า 60% ขณะที่กรุงเทพฯได้ยินน้อยที่สุด ในกลุ่มคนที่ได้ยิน รับรู้ ภาคใต้ สูงสุด 65.3% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 64.9% ภาคเหนือ 56.5% ภาคตะวันออก 46.3% ภาคกลาง 37.7% และ กรุงเทพฯ 26.5% น้อยที่สุด
ความต่างของสัดส่วนที่ได้ยินเรื่องซื้อเสียงระหว่างพื้นที่ค่อนข้างมาก สะท้อนว่า “บริบทพื้นที่” มีผล บางพื้นที่การเมืองท้องถิ่นเข้มข้น การแข่งขันสูง ข่าวสารหนาแน่น จึงทําให้เรื่องซื้อเสียงถูกพูดถึงมากกว่า ขณะที่บางพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่มีความเป็นเมืองสูง อาจไม่พบ หรือประชาชนไม่เชื่อมโยงว่าเป็นการซื้อเสียง จึงรับรู้น้อยกว่า
4.ผลงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปราบทุจริตยังไม่ชนะใจประชาชน ไม่พอใจเกือบครึ่ง คนไม่พอใจการทํางานของกกต.ในการป้องกันปราบปรามทุจริตเลือกตั้งสูงสุด 40.8% รองลงมาคือพอใจระดับดี ค่อนข้างดี 31.9% พอใช้ 25.8 และไม่มีความเห็น 1.5%
สะท้อนว่า ประชาชนยังต้องการเห็นการทํางานที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะ “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” ส่วนกลุ่ม “รู้สึกเฉยๆ” จํานวนมาก อาจสะท้อนว่าอีกส่วนของสังคมอาจยังไม่แน่ใจว่า กกต.ทําได้ผลแค่ไหน หรือยังไม่เห็นหลักฐานที่ชัดพอ
5.รูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลแบบใดที่ชอบที่สุด จากการสํารวจพบว่า คนจํานวนมาก “ยังไม่ถูกใจสูตรรัฐบาลแบบไหนเลย” แต่มีแนวโน้มไปที่ “สูตรผสมหลายพรรค”มากกว่า ไม่มีรูปแบบที่ชอบสูงสุด 41.7%
รองลงมาคืออยากเห็นรัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+เพื่อไทย+ประชาธิปัตย์ 28.5% ถัดมา คือ รัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+เพื่อไทย+ประชาธิปัตย์+ประชาชาติ 13.8%
ถัดมา คือ อยากเห็นรัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+กล้าธรรม+พลังประชารัฐ+ เศรษฐกิจ 9.3% รัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+เพื่อไทย+กล้าธรรม 4.6% และ รัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+กล้าธรรม น้อยที่สดุ 1.9%
ชี้ให้เห็นว่าประชาชนจํานวนมากยังรู้สึกว่า “สูตรการเมืองที่ถูกเสนอมา ไม่ตอบโจทย์” หรือ ยังไม่มั่นใจต่อทั้งความชอบธรรม เสถียรภาพ ทิศทางนโยบายของการจับขั้วต่างๆ เมื่อจําเป็นต้องเลือก คนจํานวนหนึ่ง ไปทาง “รัฐบาลผสมหลายพรรค” มากกว่า สะท้อนความคาดหวังอาจอยู่ที่ “การประนีประนอมเพื่อ เดินหน้า” แต่ก็ยังไม่ใช่คําตอบที่ทําให้คนส่วนใหญ่พอใจ
นายอิสระ ระบุว่า บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งนี้การสํารวจครั้งนี้สะท้อน 2 เรื่องใหญ่พร้อมกัน คือ ปัญหาซื้อเสียงยังเป็นความจริงที่ประชาชน จํานวนมากรับรู้ และมีลักษณะเป็นการให้ผลประโยชน์ระดับที่เข้าถึงได้ กระจุกที่ 500–1,000 บาท
โดยการรับรู้เข้มข้นต่างไปตามพื้นที่ และความเชื่อมั่นต่อการคุมเกมความสุจริตเที่ยงธรรมยังเป็นโจทย์สําคัญ เพราะประชาชนกลุ่ม “ไม่พอใจ” ต่อบทบาทการปราบทุจริตของ กกต.มีมากกว่ากลุ่ม “พอใจ”
ขณะเดียวกัน ในมิติการเมืองหลังเลือกตั้ง ประชาชนจํานวนมากยัง “ไม่ลงตัว” กับสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่เสนอในสื่อ แม้ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการไปแล้วก็ตาม
ภาพรวมการสํารวจนี้ สะท้อนบรรยากาศที่สังคมต้องการทั้งการเลือกตั้งที่โปร่งใส อย่างจับต้องได้ และต้องการการเมืองหลังเลือกตั้งที่ตอบโจทย์ประชาชนจริงมากกว่าเกมต่อรองอํานาจตามสูตรการเมืองเพียงอย่างเดียว
Advertisement