
วันที่ 11 ก.พ.2569 ที่ช่วงบ่ายนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมกับผู้สมัครสส.สุพรรณบุรี พรรคประชาชน และผระชาชนบางส่วน ได้เดินทางเข้าพบกับนายคมกริช ทิพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสุพรรณบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำหลักฐานที่พบพิรุธในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ส่งมอบให้กับกกต.จังหวัด
โดยบางช่วงได้มีการติติง กรณีการอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งว่า เลือกตั้งเป็นหัวใจของระบบประชาธิปไตย และปีนี้มีการใช้งบประมาณที่สูง 7.8 พันล้าน และหากรวมกับประชามติจะใช้งบเกือบ 9 พันล้าน สำหรับกกต. การรับผิดชอบเบื้องต้น เช่น การ จัดอบรมกรรมการประจำหน่วย กลับปล่อยให้มีการสวมสิทธิ์บัตรประชาชน เจ้าหน้าที่ไม่ได้ขอดูบัตรประชาชน และไม่ได้เกิดที่หน่วยเดียวอีกด้วย ซึ่งพื้นฐานเรื่องการตรวจบัตรประชาชนก่อนให้บัตรเลือกตั้ง แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ มองว่าเป็นเรื่องของกกต.จังหวัดด้วย ไม่ใช่เรื่องของ 7 อรหันต์คณะกรรมการการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งการเลือกตั้งเละเทะถึงขนาดต้องเลือกตั้งใหม่ด้วยซ้ำ
หลังจากที่ได้ดูการร้องเรียน พบว่าประชาชนก็มีความกล้ามากขึ้น และจังหวัดสุพรรณบุรี ประชาชนก็ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ซึ่งเราเป็นคนธรรมดาและเป็นคนที่รวบรวมข้อมูล แต่ไม่ได้คิดว่ากกต. จะรับความรับผิดชอบอะไรเพราะกกต. เคยถูกประชาชนเข้าชื่อถอดถอน 80,000 กว่ารายชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดเมื่อเกิกขึ้นแล้วจะรับผิดชอบอย่างไร และ
ขณะที่เจ้าหน้าที่กกต.ได้พยายามชี้แจงขั้นตอนการอบรมของเจ้าหน้าที่ ขั้นตอนการทำงาน ซึ่งแต่ละหน่วยจะมี กปน. 9-11 คน ต่อหนึ่งหน่วยเลือกตั้ง ว่าไม่มีการอบรมเป็นไปตามขั้นตอน ยืนยันว่าคนไม่ดีมีน้อยกว่าคนดี
นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตสส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เดินทางมาในฐานะภาคประชาชนที่พบพิรุธ และข้อร้องเรียนจำนวนมากภายในจังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นพิธีกรรมที่ภาคประชาชนต้องดำเนินการ สิ่งที่พบคือ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้งไม่ยอมโชว์บัตรคะแนนเสียง หรือขณะนับคะแนนไม่แสดงบัตร ยังมีกรณีสวมสิทธิ์ กรณีไม่ตรวจบัตรประชาขนของผู้ใช้สิทธิ์ก่อนเข้าหน่วยเลือกตั้ง จนประชาชนออกมาเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ ทั่วประเทศหากเริ่มรัฐบาลใหม่ที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลก็จะน้อยลง นอกจากนี้ยังมีการซื้อเสียงเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่การแพ้แล้วพาล เพราะถือเป็นเรื่องธรรมดา เราสามารถยอมรับได้แต่เรื่องนี้ และไม่ได้เกิดจากพรรคประชาชนพรรคเดียวและไม่ได้มาในนามของประชาชน และอยากให้กกต. ทวงคืนศักดิ์ศรีขององค์กรอิสระกับคืนมา ทำให้ประชาชนไม่มีความมั่นใจในการใช้งบประมาณเกือบ 9,000 ล้านบาท แต่กลับไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่ป็นหน่วยเลือกตั้งที่อยู่ในเมือง หากเป็นพื้นที่รอบนอก ชายขอบ จะเละขนาดไหน เพราะไม่มีผู้สังเกตการณ์ครบทุกหน่วยเลือกตั้ง
ทั้งนี้ยังยอมรับว่าการ ซื้อเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ไม่มีใบเสร็จ ซึ่งเป็นการยินยอมพร้อมใจของผู้ให้รับผู้รับใครจะกล้าเป็นพยาน แต่เป็นการบอกเล่าของชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่บางคน บัตรละ 300 บาท เช่น 1 หน่วยได้กี่ร้อยบัตรก็คูณ 300 ซึ่งเป็นการซื้อโดยพรรคการเมืองหนึ่งแต่ไม่สามารถพูดได้เนื่องจากตนไม่อยากมีคดีเพิ่ม แต่คิดว่าน่าจะเข้าใจกันได้ พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่การแพ้แล้วพาล แต่เป็นเรื่องความหวังที่จะทำให้ประเทศนี้มีประชาธิปไตยเต็มใบ ซึ่งการมี กกต. ทำหน้าที่ดูแลการเลือกตั้ง ด้วยงบประมาณที่สูงแต่ทำได้เท่านี้ก็ไม่เหมาะสม ดังนั้นการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ไม่ได้บอกว่าจะทำให้พรรคประชาชนกลับมาชนะหรือมีคะแนนเพิ่มมากขึ้น แต่จะทำให้ประชาชน ที่เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด ควรได้รับความสบายใจในการใช้เสียงที่ศักดิ์สิทธิ์
นางอมรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า การซื้อยกหน่วยเขาคงไม่ซื้อ 1-2 หน่วย แต่เป็นพรรคการเมืองเดิม และรูปแบบการซื้อเสียงสมัยใหม่มีพัฒนาการที่ กกต. อาจจะตามไม่ทัน ซึ่งในปี2569 มีการทุจริตชัดเจน อุกอาจ ไม่เลือกวิธีการมากกว่าปี2566 ส่วนตัวจึงมองว่า กกต. ทั้ง 7 คน ต้องรับผิดชอบ หรืออาจจะถูกดำเนินคดี การวางคูหาเลือกตั้งในหน่วยมีการวางที่แปลกๆ และในอดีตก็มีการร้องเรียน ทำให้กกต. ติดคุกมาแล้ว พร้อมย้ำว่าที่มาในวันนี้ ไม่ได้คาดหวังกับกกต.จว.สุพรรณบุรี จะและกกต. กลาง ในแก้ไขปัญหาได้ แต่การเดินทางมาวันนี้เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ออกมาต่อสู้ และหวังว่า กกต.จะถูกดำเนินคดี
ส่วนจะเป็นไฟลามทุ่งจนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนในหลายภาคส่วน ว่าจะมีกรณีอื่นในจังหวัดต่างๆหรือไม่ ที่เจอชัดเจน รวมถึงความยอมของประชาชน แต่แค่เท่าที่เห็นเมื่อวานกับวันนี้จากทั่วประเทศก็ควรต้องนับคะแนนใหม่ และตนไม่ไว้ใจแม้จะมีการนับใหม่ หากไม่ได้ไปเฝ้าหีบทั้งวันทั้งคืน 24 ชม. และหากให้นับใหม่ในเดือนหน้า ช่วงระยะระหว่างนั้นจะถูกยัดไส้หรือไม่ เพราะกล่องหีบบัตรเลือกตั้งยังสามารถซื้อได้ในช่องทางออนไลน์ ดังนั้นจึงต้องเข้าชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำการถอดถอนกกต.
นอกจากนี้ยังมีการอิทธิพลท้องถิ่นเข้ามา โดยกตต. สุพรรณบุรี ยังบอกว่าต้องมีการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นใหม่ 5 หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งใจหนึ่งยอมรับว่าสิ้นหวังกับระบบการเลือกตั้งไทย ที่ถอยหลังมาลงคลอง แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทำให้เรามีความหวัง ว่าประชาชนมีพัฒนาการที่จะปกป้องตัวเอง ไม่ใช่แค่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งในพื้นที่นี้มีบางคนยอมเป็นพยานให้
Advertisement