
ปิดฉากแล้วสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป หรือการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นเวลา 9 ชั่วโมงเต็มที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 52.9 ล้านคน ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนฯ และออกเสียงประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันเดียวกัน
พรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นตัวเต็งกวาดที่นั่ง สส. เข้าไปนั่งในสภาสูงสุด 3 พรรค แน่นอนว่าเป็น "ภูมิใจไทย ประชาชน และเพื่อไทย" หากเราย้อนดูนโยบายเด่นๆของทั้ง 3 พรรค ก็จะพบว่าครอบคลุมทั้งเรื่องการเมือง ปากท้อง สวัสดิการ ความมั่นคง และการต่างประเทศ คุณคิดว่านโยบายไหนที่เมื่อเข้าไปเป็น "รัฐบาลผสม" แล้ว ควรเร่งทำต่อ หรือจะมีอุปสรรคใดมาขัดขวาง เรามาย้อนดูนโยบายของทั้ง 3 พรรคการเมืองไปพร้อมกัน
"พรรคภูมิใจไทย" สโลแกน "พูดแล้วทำ พลัส" แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ประกอบด้วย อนุทิน ชาญวีรกูล และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
1. นโยบาย "คนละครึ่ง พลัส" ที่ถูกใช้เป็นนโยบายเรือธงหาเสียง ที่ให้คำมั่นว่าเมื่อกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลต่อจะเดินหน้าทำทันที
2. มาตรการ "กู้ฉุกเฉิน" 50,000 บาทโดยไม่ต้องค้ำประกัน พร้อมพักหนี้ 3 ปี สำหรับเจ้าของกิจการและภาคครัวเรือน
3. มาตรการจ่ายค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท/ยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก ทำโซล่าเซลล์ชุมชน ส่งไฟฟ้าเข้าบ้านเรือนตรงถึงประชาชน ไม่ต้องผ่านหน่วยงานรัฐ
4. โครงการช่วยผู้สูงอายุและคนมีรายได้น้อย เพื่อพยุงกำลังซื้อและการมีงานทำ
5. ระบบ "ทหารอาสา"100,000 อัตรา สัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมเงินเดือน 12,000 บาท และให้โอกาสสอบบรรจุเข้ารับข้าราชการ
6. สร้างแนวป้องกันตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายและแรงงานเถื่อน
"พรรคประชาชน" สโลแกน "ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก" แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ศิริกัญญา ตันสกุล และวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
1. มาตรการกระตุ้น 100 วันแรก "คนละครึ่ง" เติมเงินให้คนละ 1,000 บาท 12 ล้านสิทธิ เพื่อฟื้นคืนเศีษฐกิจชุมชน
2. นโยบาย "หวยใบเสร็จ" ทุกการซื้อ 500 บาท สามารถนำเลขท้ายใบเสร็จ ไปลุ้นเลขข้าย 3 ตัว ในการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล คล้ายการซื้อใบสลากฯ แต่ไม่ต้องควักเงินซื้อเพิ่ม
3. มาตรการ "คูปองแก้หนี้" ผ่านแอปทางรัฐ-เป๋าตัง ลดหนี้เดิม เติมเงินทุน ฟื้นฟูเครดิต ยืดหนี้สูงสุดได้ 10 ปี
4. เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เพิ่มเบี้ยคนพิการ สวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ
5. นโยบายปฏิรูปกองทัพ "เกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ" มุ่งแก้ปัญหาหนี้สิน และดูแลสวัสดิการทหาร
6. ปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัย กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น ตลอดจนลดช่องโหว่การทุจริต ปรับงบประมาณให้โปร่งใส
7. จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อลดอุปสรรคอำนาจที่ทับซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และต่อต้านคอร์รัปชัน
"พรรคเพื่อไทย" สโลแกน "ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้" แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ประกอบด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จุลพันธ์ อมรนิวัฒน์ และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
1. นโยบายโชคช่วย "เศรษฐีเงินล้าน" สุ่มแจกเงินรางวัล 1,000,000 บาท ให้กับประชาชน 9 คนทุกวัน เน้นกลุ่มเกษตรกร ผู้สูงอายุ ผู้เสียภาษี และผู้บริโภคตามระบบใบเสร็จ เพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
2. นโยบาย "คนละครึ่ง ยิ่งกว่าพลัส" โดยเติมเงินให้ประชาชนในระบบ เพื่อนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค โดยรัฐออกให้ 70 ส่วนประชาชนออกเอง 30%
3. นโยบายรถไฟไฟฟ้า 20 บาท และบริการขนส่งสาธารณะอื่น ๆ เช่น "10 บาท แอร์คอนบัส" เพื่อช่วยลดค่าเดินทางของประชาชน
4. มาตรการ "ล้างหนี้ 5 กลุ่ม" ได้แก่ วัยเกษียณ, พักหนี้เกษตกร 3 ปี, ล้างหนี้นอกระบบ, ผ่อนดี ผ่อนฟรี และล้างหนี้ 10%
5. นโยบายปรับเพิ่ม ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%
6. ลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.70 บาท/หน่วย
7. เติมเงินในประเป๋าให้คนไทยหายจน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยใช้ระบบ "ลงทะเบียน" เพื่อรับสวัสดิการ
สุดท้ายแล้ว นโยบายของทั้ง 3 พรรคจะได้ "ไปต่อ" แค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า พรรคไหนจะกวาดที่นั่งในสภาฯ ได้มากกว่ากัน เพียงอย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับสมการที่ว่า ใครจะจับขั้วกับใคร? ใครคุมกระทรวงไหน? ความพร้อมของงบประมาณมีเท่าไหร่ พ่วงกับเสียงโหวตในสภา จะหนุนมากน้อยแค่ไหน? แล้วเราจะมาลุ้นกัน ว่านโยบายใครจะทำได้จริง ประชาชนเท่านั้นผู้ตัดสิน
Advertisement