
วันที่ 7 ก.พ. 69 ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 69 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทิ้งทวนสื่อสารโดยตรงถึงประชาชน โดยย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญสูงสุดต่อความอยู่รอดของชาติ เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับมหาตระกูลวิกฤตที่หนักหนาสาหัสที่สุดประกาศสงคราม "ทุนสีเทา-สแกมเมอร์" ครองเมือง
พล.อ.รังษี ระบุถึงวิกฤตแรกคือ "มหันตภัยทางเศรษฐกิจ" ซึ่งตัวเลขหนี้สินรวมของประเทศ ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้สาธารณะ ได้พุ่งทะยานสูงถึง 55 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบสัดส่วนต่อ GDP และงบประมาณแผ่นดิน ถือว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะ "ล้มละลายทางบัญชี" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากไม่มีการผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ภาคการผลิตจะย้ายฐานหนี นักท่องเที่ยวหดหาย และสินค้าส่งออกจะถึงทางตันหวั่นไทยเป็น "สมรภูมิสงคราม" เพื่อนบ้านระอุ
หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ยังเน้นย้ำถึงวิกฤตที่สองคือ "การคอร์รัปชันและอาชญากรรมข้ามชาติ" โดยชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการทุจริตในวงราชการกับกลุ่มธุรกิจสีเทา หรือ "แก๊งสแกมเมอร์" ที่กัดกินประเทศ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ
"ถ้านักการเมืองเลวยังซื้อเสียงได้ วงจรอุบาทว์ก็จะกลับมา สส. ที่มาจากเงินสีเทาก็จะไปโหวตเลือกนายกฯ สีเทา ตั้งรัฐมนตรีและข้าราชการที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน สุดท้ายประเทศจะถูกปกครองโดยแก๊งมิจฉาชีพ ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานพังทลาย ความเชื่อมั่นนักลงทุนป่นปี้" พล.อ.รังษี กล่าว
สำหรับประเด็นความมั่นคง พล.อ.รังษี แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง (Geopolitics) โดยเฉพาะชายแดนตะวันตกที่การสู้รบในเมียนมาอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย รวมถึงความตึงเครียดทางด้านตะวันออกและสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งของมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ-จีน และอิหร่าน ที่อาจลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือสงครามโลก ซึ่งไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ป้องกันประเทศที่ชัดเจนและผู้นำที่มีประสบการณ์
พล.อ.รังษี ย้ำว่า ด้วยวิกฤตการณ์ที่รุมเร้ารอบด้าน รัฐบาลผสมแบบเดิมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะขาดเอกภาพในการสั่งการ จึงขอโอกาสจากประชาชนเลือกพรรคเศรษฐกิจแบบถล่มทลาย (Landslide) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการวิกฤตทั้ง 3 ด้านได้ทันทีด้วยนโยบาย 5 ข้อหลักของพรรค ผนวกกับประสบการณ์ด้านความมั่นคงกว่า 38 ปีของตน
"นี่คือภารกิจสุดท้ายในชีวิตของผม ที่อาสามาเพื่อแก้วิกฤตชาติ หากประชาชนให้โอกาส ผมพร้อมทำงานทันที แต่หากประชาชนไม่เลือก ผมก็พร้อมยอมรับมติมหาชนตามระบอบประชาธิปไตย แต่ขอเตือนว่า ถ้าเรายังเลือกคนหน้าเดิมที่เคยบริหารล้มเหลว หรือขายสิทธิ์แลกเงินเพียงเล็กน้อย ประเทศไทยอาจไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว"
ในช่วงท้าย แคนดิเดตนายกฯ พรรคเศรษฐกิจ ได้ฝากถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ให้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ โดยขอให้เลือก บัตรสีชมพู (ปาร์ตี้ลิสต์) กาเบอร์ 11 และ บัตรสีเขียว เลือก สส. เขต พรรคเศรษฐกิจ เพื่อนำพาประเทศออกจากหลุมดำแห่งวิกฤต สู่ความมั่นคงและมั่งคั่งอย่างยั่งยืน
Advertisement