
วันที่ 31 ม.ค. 69 เฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา ผู้ต้องขังคดีทางการเมือง โพสต์ข้อความระบุว่า วานนี้ (29 ม.ค. 69) ที่ศาลอาญา อานนท์ได้เขียนคำร้องประกอบการยื่นประกันตัวตนเองอีกครั้งเพื่อให้ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ
“จำเลยเขียนคำแถลงฉบับนี้ระหว่างสืบพยานคดี “คนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งจำเลยถูกทหารฟ้องเมื่อปี 2561 จากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งและเรียกร้องให้ คสช.ออกจากอำนาจ หลังจากวันนั้น คณะ คสช. จึงจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในปี 2562
หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 บังคับใช้ เราได้เห็นข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญหลายประการในทุกหมวด ในปี 2563 จำเลยกับพวกซึ่งร่วมกันชุมนุมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ขณะนี้จำเลยถูกขังจากการชุมนุมเรียกร้องครั้งนั้นด้วยโทษจำคุกกว่า 29 ปี และต้องขึ้นศาลเพื่อพิจารณาคดีที่เหลืออีก 3 คดี รวมจำคุกมาแล้วจากการเรียกร้องประชาธิปไตยกว่า 3 ปี
เป็น 3 ปีที่อยู่ในคุกเพื่อรอให้ประชาชนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหมือนดังนานาอารยประเทศ มีโครงสร้างของสถาบันการเมืองในทุก ๆ องค์กรที่ดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกับระบอบอย่างแท้จริง
“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” จึงเป็นทางออกเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยโดยสันติวิธีและปราศจากความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียทั้งเสรีภาพและชีวิตของพี่น้องประชาชน
“การเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” จึงเป็นการแสดงออกที่สำคัญที่สุดในฐานะ “เจ้าของอำนาจอธิปไตย”
จำเลยจึงขอเรียนมาเพื่อขอให้ศาลปล่อยตัวเพื่อออกไปใช้สิทธิในวาระอันสำคัญนี้ เพื่อเป็นอีก 1 เสียงที่เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในคราวเดียวกัน
“สิทธิ” ในการเลือกตั้งและการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นข้อเรียกร้องและการต่อสู้ที่จำเลยสู้มาตั้งแต่ต้น จนต้องสูญเสียอิสรภาพ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของการยับยั้งการเปลี่ยนแปลง
การขังจำเลยเพราะเรียกร้องประชาธิปไตยคือการยับยั้งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขณะนี้กำลังจะสิ้นผลลงเมื่อเกือบ 10 ปีของการต่อสู้ทางการเมืองของจำเลยได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดโลกทัศน์และมีส่วนเปลี่ยนโลกทัศน์ของคนในสังคม
จำเลยขอเรียกร้องให้ศาลยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ได้โปรดใช้อำนาจเท่าที่มี ปล่อยตัวจำเลยและนักโทษการเมืองทุกคนเพื่อไปลงมติออกเสียงแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับสมดังเจตนาการต่อสู้ของจำเลยกับพวก เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อลูกหลานที่จะถือกำเนิดมาบนแผ่นดินนี้จะได้ไม่ต้องมาต่อสู้ และต้องเผชิญกับการปราบปรามอย่างที่จำเลยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่กำลังเผชิญในเวลานี้อีกเลย
อนึ่ง หากศาลจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ในการปล่อยตัวจำเลย เพื่อไปลงประชามติครั้งนี้ จำเลยยินดีรับเงื่อนไขทุกประการ”
Advertisement