
วันที่ 20 ต.ค. 2569 ศาลแพ่งมีนบุรี นัดฟังคำพิพากษาในคดีแพ่ง กรณีที่ นายลิขิต สิทธิพันธุ์ หรือ “ต้า เฟ็ดเฟ่”(โจทย์) ยื่นฟ้อง บริษัท ชัยโสโร จำกัด (จำเลยที่ 1), นายกิตติศักดิ์ เวชประสาร หรือ “ยัต ชัยโสโร” (จำเลยที่ 2) และ นางสาวฐิติพร เพ็ชรศรีอุดม ภรรยาของยัต (จำเลยที่ 3) ในข้อหาที่เกี่ยวกับสิทธิการถือหุ้น 49% ในบริษัท ชัยโสโร จำกัด
ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความรับฟังเป็นยุติได้ระบุว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้ “ต้า” เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ และอยู่ในความพิทักษ์ของนางสุนันท์ กลิ่นศรีสุข โดยเดิมที “ต้า เฟ็ดเฟ่” เคยเป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัท ชัยโสโร จำกัด ซึ่งมี ยัต ชัยโสโร และภรรยา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท
ในการพิจารณาคดี ศาลพิเคราะห์ปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนหุ้นทั้งหมดที่โจทก์ถืออยู่ในบริษัท ซึ่งถูกโอนไปยังจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าถูกจำเลยที่ 3 หลอกลวงให้ลงนาม และไม่มีเจตนาโอนหุ้นโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
อย่างไรก็ตาม ศาลพบว่าคำฟ้องของโจทก์มีการบรรยายข้อเท็จจริงขัดแย้งกันใน 2 ประการสำคัญ ได้แก่ อ้างเหตุสำคัญผิดในสาระสำคัญ โจทก์บรรยายว่า ในเดือนเมษายน 2568 จำเลยที่ 3 แจ้งให้เซ็นเอกสารโดยอ้างว่าเป็นเอกสารรับเงินและเอกสารลาออกจากตำแหน่งเดิมและย้ายตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพจิต แต่กลับกลายเป็นเอกสารโอนหุ้นทั้งหมดของตนให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 3 และไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่อย่างใด ซึ่งเข้าข่ายการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมอันเป็น “โมฆะ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156
อ้างเหตุทำนิติกรรมขณะมีความผิดปกติทางจิต โจทก์บรรยายว่า ขณะเซ็นเอกสาร ตนมีอาการป่วยทางจิต ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ ความคิด และการตัดสินใจ ไม่สามารถดูแลผลประโยชน์ตนเองได้ จึงขอให้ศาลพิจารณาว่าเกิดขึ้นขณะวิกลจริตหรือไม่ ซึ่งมีผลให้นิติกรรมเป็น “โมฆียะ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 30
ศาลเห็นว่า ข้ออ้างทั้งสองประการมีสาระสำคัญ ข้อเท็จจริง และผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันสิ้นเชิง แต่โจทก์กลับนำมารวมกันโดยไม่แสดงให้ชัดเจนว่าจะอาศัยเหตุใดเป็นหลัก อีกทั้งในคำขอบังคับท้ายฟ้องกลับระบุขอเพิกถอนนิติกรรมโดยอ้างเพียงเหตุสำคัญผิด ทำให้ข้อเท็จจริงในคำฟ้องไม่สอดคล้องกัน ใช้ถ้อยคำกำกวม วกวน กลับไปกลับมา และปฏิเสธข้อเท็จจริงของกันและกัน
การบรรยายฟ้องลักษณะนี้ ถือเป็น "ฟ้องเคลือบคลุม" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ทำให้ศาลไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าโจทก์อาศัยเหตุทางกฎหมายใดเป็นหลักในการเรียกร้องสิทธิ จึงไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทอื่นอีกต่อไป
ศาลแพ่งมีนบุรีจึงมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” พร้อมสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท
Advertisement