
กลับถึงไทยปุ๊บก็เดินหน้าลุยงานทันที สำหรับคุณแม่ซุปตาร์ระดับแถวหน้า “ชมพู่ อารยา” ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้ควงแขน “คุณยายหนิง” พร้อมด้วยลูก ๆ ทั้งสามคน “สายฟ้า-พายุ” และ “น้องแอบิเกล” ออกงานใหญ่ โดยชมพู่ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นกันเองถึงทริปพักผ่อนยาว ณ ประเทศออสเตรเลีย พร้อมเล่าโมเมนต์สุดน่ารักของคุณลูก ๆ ที่กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกโซเชียล
“ชมพู่ อารยา” เผยถึงทริปครอบครัวนาน 2 สัปดาห์ว่า เป็นทริปประเพณีประจำปีของบ้านที่ต้องเดินทางไปออสเตรเลีย เนื่องจากสามี “น็อต วิศรุต” มีธุระที่นั่นพอดี โดยตั้งใจพาเด็ก ๆ ไปฝึกสกีบนยอดเขาในรัฐวิกตอเรีย แต่กลับต้องเผชิญกับพายุหิมะพัดกระหน่ำอย่างหนัก จนกระทั่งทัศนวิสัยไม่เอื้ออำนวย และทำให้ทุกคนต้องติดอยู่ในบ้านพักบนยอดเขา ไม่สามารถออกไปไหนได้เลยถึง 2 วันเต็ม
ด้วยความที่ต้องอยู่บ้านทั้งวัน “คุณแม่ชมพู่” จึงหากิจกรรมทำเพื่อเอ็นเตอร์เทนลูก ๆ และแฟนคลับด้วยการเปิดไลฟ์สดในช่วงเช้า จนกลายเป็นตำนานสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับแฟนคลับเกือบทุกวัน ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่าชอบใช้เวลาเริ่มต้นเช้าวันใหม่แบบสโลว์ไลฟ์ จิบชา กินข้าว และไลฟ์พูดคุยกับแฟน ๆ อย่างสบาย ๆ
สำหรับประโยคเด็ดช็อตฟีลจากลูกสาวคนเล็กอย่าง “น้องเกล” เช่นประโยคที่ว่า “หนูไม่ใช่ลูกพี่ หนูเป็นลูกแม่” จนกลายเป็นกระแสไวรัล “ชมพู่” กล่าวด้วยความเอ็นดูว่า ตนไม่ได้รู้สึกตกใจ หรือสตั๊นกับปฏิกิริยาของลูก เพราะเลี้ยงลูกมาถึง 3 คน และอยู่กับเด็กตลอด 24 ชั่วโมง จึงเข้าใจธรรมชาติของเด็กวัยนี้ดีว่าพูดตามความรู้สึกบริสุทธิ์และยังไม่มีฟิลเตอร์การแต่งเติมคำพูด
ชมพู่ : “เราเข้าใจความรู้สึกเขา เด็กเขาก็คิดว่านี่แม่ฉันนะ... มันเป็นธรรมชาติเพราะเด็กอายุแค่นี้ ยังไม่ได้มีฟิลเตอร์เหมือนผู้ใหญ่พูด แต่เราก็ใช้โอกาสนั้นในการสั่งสอนเขาไปเลยในหน้างาน”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สนใจจะทำไลฟ์สดเป็นรายการจริงจังเลยหรือไม่ “ชมพู่” ตอบขำ ๆ ว่าคงไม่ไหว เพราะการไลฟ์ขึ้นอยู่กับอารมณ์และจังหวะเวลาในแต่ละวัน หากทำเป็นรายการจริงจังอาจจะไม่ตอบโจทย์สไตล์ชีวิตประจำวันของตนเอง
นอกจากเรื่องความน่ารักของ “น้องเกล” แล้ว “คุณแม่ชมพู่” ยังได้แสดงความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก หลังลูกชาย “น้องพายุ” สามารถคว้าอันดับ 1 ในการแข่งขันโกคาร์ทเยาวชนมาครอบครองได้สำเร็จ โดย “ชมพู่” เผยว่า เป็นรางวัลแห่งความมุ่งมั่นและทุ่มเทซ้อมอย่างหนักของตัวน้องเอง ซึ่งในปีนี้ยังมีโปรแกรมแข่งเก็บคะแนนอีก 2 สนาม ทั้งในสัปดาห์นี้และช่วงเดือนตุลาคม
“ชมพู่” ยังได้แชร์มุมมองการเลี้ยงลูกในเรื่องน้ำใจนักกีฬาเพิ่มเติมว่า ได้พยายามปลูกฝังและสอนลูก ๆ เสมอว่า กีฬามีแพ้มีชนะ มีปัจจัยพลิกผันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือต้องสู้จนถึงนาทีสุดท้าย และหากผลลัพธ์ออกมาอย่างไรก็ต้องพร้อมยอมรับมัน
ชมพู่ : “ชัยชนะมันเป็นรางวัลให้กับตัวเขาเอง เขาก็จะได้รู้สึกว่านี่สินะความพยายามและความทุ่มเท แต่เราก็สอนเขาว่ากีฬามันมีแพ้มีชนะ วันที่แพ้ก็จะได้เรียนรู้รสชาติของการแพ้ว่าเป็นยังไง ยูต้องสู้จนนาทีสุดท้าย”
เมื่อถามถึงเรื่องความปลอดภัยในการแข่งรถโกคาร์ท “ชมพู่” น้อมรับว่าแม้ในช่วงซ้อมน้องพายุเคยมีจังหวะรถหลุดโค้งจนกระเด็นออกจากรถมาแล้ว แต่ตนเองก็ไม่ได้กังวลจนเกินไป เนื่องจากทีมงานมีอุปกรณ์ป้องกัน Safety เต็มรูปแบบตามมาตรฐานสากล และมองว่าทุกกีฬาย่อมมีความเสี่ยงที่ต้องเรียนรู้และระมัดระวังไปพร้อมกัน
Advertisement