
ตัวแม่ความแซ่บ “วุ้นเส้น วิริฒิพา ภักดีประสงค์” ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงเคล็ดลับชีวิตคู่หลังแต่งงานครบ 2 ปีเต็ม พร้อมเคลียร์ทริปฮ่องกงที่หลายคนลุ้นว่าไปมูขอลูกหรือเปล่า? งานนี้เจ้าตัวตอบชัดทุกประเด็น พร้อมเล่าเบื้องหลังความทรมานจากการพึ่งวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ทำเอาเกือบถอดใจ
หลังจากก๊วนเพื่อนหอบกระเป๋าไปเช็กอินฮ่องกง แวะกราบเจ้าแม่กวนอิมคนเลยจับตาว่ารอบนี้มีลุ้นทายาทไหม “วุ้นเส้น” ตอบประเด็นนี้ขำ ๆ ว่า เป็นทริปพักผ่อนกินเที่ยวธรรมดา ส่วนการไหว้พระเป็นการขอพรภาพรวมเพื่อเปิดทางชีวิต ไม่ได้มีการเจาะจงเรื่องลูกอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
แม้เพื่อนในแก๊งจะแซงหน้ามีเบบี๋กันไปหมดแล้ว แต่ “วุ้นเส้น” ยอมรับตามตรงว่าไม่ได้กดดันเรื่องเพื่อน แต่กดดันเรื่องอายุและเวลาที่กระชั้นชิดเข้ามาทุกที โดยคุณหมอเจ้าของไข้ยื่นคำขาดว่า “ให้เวลาแค่ภายในสิ้นปีนี้พอ” ถ้าปีนี้ตัดสินใจไม่มีก็ให้พอเถอะ เพราะร่างกายเราไม่ได้เหมือนวัยรุ่นแล้ว มันไม่ได้เหนื่อยตอนทำหรือตอนเก็บไข่ แต่ยอมรับว่ากลัวเหนื่อยตอนเลี้ยงดู กว่าลูกจะโตอายุของเราก็รันไปไกลแล้ว
เมื่อถามถึงกระบวนการทางแพทย์ “วุ้นเส้น” เล่าว่าจริง ๆ ได้เข้าสู่ขั้นตอนการฝากไข่และผสมเรียบร้อยแล้ว แต่ติดปัญหาใหญ่คือ “ความสมบูรณ์ยังขาดไปอีก 10-20%” เนื่องจากร่างกายเอฟเฟกต์หนักจากการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไข่ ถึงขั้นที่ช่วงหนึ่งไม่สามารถออกทีวี ออกสื่อ หรือถ่ายรูปได้เลยเพราะผื่นขึ้น ผมร่วง และน้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนี้จึงต้องรอให้ร่างกายกลับมาเต็มร้อย และเผื่อใจไว้แบบ 50-50
สำหรับความหวังเรื่องลูกด้วยวิธีธรรมชาติ “วุ้นเส้น” ส่ายหัวพร้อมบอกว่าไม่คิดจะปล่อยธรรมชาติแน่นอน เนื่องจากกังวลเรื่องอายุที่มากแล้ว หากเด็กเติบโตมาไม่สมบูรณ์จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ตอนนี้ได้วางแพลนสำรองกับสามีไว้เรียบร้อยแล้วว่า หากพยายามจนถึงสิ้นปีนี้แล้วยังไม่สำเร็จ จะปิดโปรเจกต์เรื่องลูกทันที และใช้ชีวิตคู่กันสองคนสามีภรรยา ซึ่งทางสามีเองก็เข้าใจดี ไม่ได้คาดหวังเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนแต่งงาน พร้อมเปลี่ยนโหมดไปช่วยเลี้ยงลูกเพื่อนแทน
นอกจากเรื่องครอบครัวแล้ว “วุ้นเส้น” ยังทำเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศพักงานในวงการบันเทิงอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากทำงานหนักมาตลอด 25 ปีเต็ม ตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยปีนี้ขอบาลานซ์ชีวิต ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ตื่นนอนสบาย ๆ และเดินทางท่องเที่ยวชาร์จแบตไปจนถึงสิ้นปี ก่อนจะกลับมาลุยธุรกิจใหม่และงานในวงการบันเทิงอีกครั้งในปีหน้า เพราะแอบหวั่นว่าถ้าพักนานกว่านี้ ไฟในการทำงานจะมอดหมดเสียก่อน
Advertisement