
“บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” เปิดใจกับ APOP Today หลังเดินทางลงพื้นที่แนวตะเข็บชายแดน จังหวัดตราด เพื่อนำเสบียงและส่งมอบกำลังใจให้แก่ทหารพรานและทหารนาวิกโยธิน (นย.) พร้อมเปิดเผยถึงความยากลำบากของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ตลอดจนสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
“บุ๋ม ปนัดดา” เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่พบว่าทหารนาวิกโยธินต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลำบากและกันดารอย่างมาก แต่โดยปกติแล้วทางหน่วยจะไม่ค่อยเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ตนจึงตั้งใจที่จะจัดทำระบบไฟฟ้าให้ และได้นำเรื่องไปปรึกษา “อาจารย์ไก่” ก่อนที่แฟนคลับจะร่วมกันระดมทุนเพิ่มเติม โดยมีทีมช่างมืออาชีพลงพื้นที่ติดตั้งระบบไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว (เฉลี่ยฐานละ 20 นาที) ทำให้สามารถส่งมอบระบบไฟให้ทหารได้รวมทั้งสิ้น 30 ฐาน
นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบไฟสปอตไลต์ส่องสว่างส่งไปตามแนวชายแดน ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้กองกำลังฝั่งตรงข้ามแอบลักลอบเข้ามาในความมืดแล้ว ยังช่วยลดความตึงเครียดให้ทหารไทย ที่เดิมทีต้องคอยระแวงกับทุกเสียงเคลื่อนไหวในป่าทึบ ให้สามารถตรวจตราพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“บุ๋ม ปนัดดา” เล่าถึงเหตุการณ์ระทึกระหว่างปฏิบัติภารกิจ ณ บ้านชำราก ซึ่งเป็นพื้นที่หุบเขาชายแดนที่สวยงาม โดยเผยว่าตนเองได้เผชิญหน้ากับกองกำลังฝั่งกัมพูชาในระยะสายตาที่ห่างกันเพียงประมาณ 200 เมตร ซึ่งฝั่งตรงข้ามมีพฤติกรรมชอบตามพวกพ้องมาสอดแนม “ตอนแรกเขาขี่มอเตอร์ไซค์มาดูหน้ากัน 2 คน จากนั้นก็ไปตามพวกมาเพิ่มเป็น 6 คน มีการใช้กล้องส่องตรวจการณ์มาทางฝั่งเราด้วย แซวขำ ๆ ว่า เขาอาจจะลือกันว่าเราเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของกองทัพไทยตามที่สื่อคอยช่วยลงข่าว เลยเดินทางมาแอบดู”
สำหรับสถานการณ์ล่าสุด “บุ๋ม ปนัดดา” เผยข้อมูลสำคัญว่า เมื่อคืนที่ผ่านมามีกองกำลังฝั่งตรงข้ามพยายามลักลอบรุกล้ำตัดลวดหนามแนวชายแดนเพื่อเข้ามาสอดแนม แต่กลับเดินพลาดไปเหยียบทุ่นระเบิดเก่าที่รุ่นพี่ฝั่งของตนเองวางทิ้งไว้ จนเกิดระเบิดขึ้นทำให้เสียชีวิตคาที่ ทั้งนี้ คาดว่าฝั่งตรงข้ามจะไม่ยอมรับความจริง และเตรียมใช้แผนเดิมคือการปล่อยข่าวบิดเบือน (Fake News) โจมตีว่าฝั่งไทยเป็นฝ่ายโยนระเบิดใส่ หรืออ้างว่าเสียงระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุจากกวางป่า
นอกจากนี้ ยังได้เปิดเผยพฤติกรรมการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตของฝั่งตรงข้ามที่ค่อนข้างสะเทือนใจ โดยในพื้นที่จังหวัดตราด ฝั่งนั้นจะยอมข้ามมาเก็บกู้เฉพาะร่างของทหารยศใหญ่เท่านั้น หากเป็นทหารระดับล่างจะปฏิเสธว่าไม่ใช่พวกตนและทิ้งร่างไว้ที่เดิม ส่วนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ จะเลือกเก็บไปเฉพาะอาวุธปืนและเสื้อเกราะ แต่ทิ้งศพไว้ในพื้นที่ชายแดนจนปัจจุบันยังมีซากศพหลงเหลืออยู่ตรงจุดที่มีการทำถนน
แม้สถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันจะไม่เป็นกระแสข่าวที่รุนแรงในสังคม แต่ทหารฝั่งไทยยังคงต้องเตรียมพร้อมและสร้างบังเกอร์ป้องกันตนเองอย่างเข้มแข็งตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ยังคงยากลำบาก ทหารต้องเดินตรวจการณ์ทั้งวัน ได้กินข้าวเช้าตอน 08.00 น. แต่ด้วยระยะทางที่ลึก ไกล และไม่มีสัญญาณการสื่อสาร ทำให้กว่าจะได้กินข้าวเที่ยงต้องรอจนถึงเวลา 19.30 น.
ปัจจุบัน สิ่งที่ฐานทหารยังขาดแคลนและต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ผ้าใบกันฝนและอุปกรณ์กันฝน เนื่องจากปัจจุบันในพื้นที่มีฝนตกหนักมาก ระบบปั๊มน้ำ เนื่องจากฐานทหารอยู่ด้านบนเขา แต่น้ำอยู่ด้านล่าง ปัจจุบันต้องรองน้ำฝนใช้ ข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่ม และความช่วยเหลือด้านอาหารสัตว์ เนื่องจากทหารไทยต้องรับบทเลี้ยงดูสุนัขจรจัดจากฝั่งตรงข้ามที่หนีข้ามมาฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก
สำหรับผู้ที่ประสงค์จะร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุนสิ่งของจำเป็นให้กับทหารกล้าชายแดนไทย สามารถติดตามรายละเอียดการเปิดรับบริจาคได้ผ่านทาง “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ต่อไป
Advertisement