
ความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทมรดกตระกูลดัง วันนี้ (16 มิถุนายน 2569) ศาลแพ่งพระโขนงได้นัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทรอบที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ พ.101/2569 ระหว่างมารดา (โจทก์) ยื่นฟ้อง นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ “ทราย สก๊อต” นักอนุรักษ์ชายฝั่งทะเลชื่อดัง (จำเลย) ในข้อหา "เพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ" หรือที่สังคมเรียกกันว่า “คดีลูกเนรคุณ” เพื่อทวงคืนทรัพย์สินสมบัติที่คุณตายกให้ ล่าสุด "ทราย สก๊อต" พร้อมด้วย "อาจารย์ปานเทพ" และทีมทนายความ ได้ร่วมกันเปิดใจถึงทิศทางคดี ความสัมพันธ์ในครอบครัว และท่าทีล่าสุดของตระกูลภิรมย์ภักดี
"อาจารย์ปานเทพ" และทีมทนายความ เปิดเผยถึงภาพรวมรายละเอียดการขึ้นศาลในครั้งนี้ว่า ในส่วนของ “ชายปริศนา” ที่แอบอ้างว่าเป้นทนายฝั่งคุณแม่ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลการไกล่เกลี่ยนัดแรกนั้น ได้มาขอโทษคุณแม่และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ซึ่งศาลได้ทำการตักเตือนอย่างเป็นทางการ และสั่งห้ามไม่ให้บุคคลดังกล่าวยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
ขณะที่ผลการเจรจาไกล่เกลี่ยวันนี้ แม้ว่าทาง "ทราย สก๊อต" จะให้ความร่วมมือกับศาลมาโดยตลอด และใช้เวลาร่วมเจรจาทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย แต่ในท้ายที่สุดการเจรจายังไม่ประสบความสำเร็จ ศาลจึงมีคำสั่งให้ทั้งสองฝ่ายไปดำเนินการไกล่เกลี่ยกันเองนอกรอบ และให้กลับมาแถลงต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ซึ่งจะเป็นวันนัดพิจารณาคดีความครั้งที่ 1
ทางด้าน “ทราย สก๊อต” เผยความรู้สึกหลังผ่านการไกล่เกลี่ยว่า ในวันนี้ไม่ได้เจอหน้าคุณแม่ เนื่องจากศาลให้แยกห้องไกล่เกลี่ยคนละรอบ ซึ่งตนไม่ได้รู้สึกอะไรกับการไม่ได้เจอในครั้งนี้ และยังบอกอีกว่า “ไม่มีความเป็นแม่เป็นลูกเหลืออยู่แล้ว ชีวิตทรายพังไปกับเรื่องนี้ งานด้านอนุรักษ์ก็ไม่ได้ทำ เพราะทุกข์อยู่กับเรื่องนี้”
ส่วนเรื่องสัญญาปิดปาดที่ "ทราย สก๊อต" เคยฉีกไปก่อนหน้านี้ และมีนักกฎหมายออกมาวิจารณ์ว่าถ้ารุ็สึกไม่เป็นธรรมตั้งแต่แรก เงินที่รับมาส่วนนั้น "ทราย" จะต้องคืน โดยทางทีมทนายความได้ชี้แจงในประเด็นเรื่องสัญญาและการคืนเงินว่า เงินที่ระบุอยู่ในสัญญานั้น แท้จริงแล้วเป็นสิทธิประโยชน์และสิ่งที่ตัวคุณทรายควรจะได้รับตามที่คุณตาคุณยายให้ตามกฎหมายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่เอาเข้ามาอยู่ในสัญญา
"ทราย" เปิดเผยต่อว่า เมื่อคืนวันที่ 9 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ตนได้ร่วมรับประทานอาหารและประชุมร่วมกับ “เต้ ภูริต ภิรมย์ภักดี” และ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” เพื่อพูดถึงแนวทางการดำเนินคดีต่าง ๆ ซึ่งจากการพูดคุยทำให้เริ่มมองเห็นทางออกที่ชัดเจนขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากญาติ ๆ ในตระกูลว่าจะยอมยืนอยู่บนความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาญาติหลายคนได้รับฟังข้อมูลจากฝั่งคุณแม่เพียงด้านเดียวและหลังจากที่กินข้าวและคุยกันวันนั้น "ทราย" ก็ได้รับข้อความจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
อย่างไรก็ตาม "ทราย" ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังหลังจากได้รับข้อความจากผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารใหญ่บริษัทดัง โดยมีเนื้อหาในเชิงบวกผสมการกดดันว่า “มีอะไรให้มาคุยกันให้หมด แต่อย่าลงอะไรในโซเชียล” ซึ่งตนมองว่าเป็นสัญญาณที่ต้องการให้หยุดพูด พร้อมย้ำว่าถ้าคิดจะแก้ไขตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่บานปลายมาถึงจุดนี้ ทั้งนี้ตนพร้อมที่จะเข้าไปพูดคุยกับทางผู้ใหญ่ แต่จะนำทีมงานและทีมทนายความเข้าร่วมรับฟังด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของ “ต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี” "ทราย" เผยว่า ตนไม่เข้าใจว่าทำไม "ต๊อด" ถึงยังตั้งคำถามว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายถูก เพราะเรื่องนี้คนในสังคมน่าจะรู้เท่ากันหมดแล้ว และถือเป็นการดูถูกเรื่องนี้มาก ตนเผยว่า "ต๊อด" อาจจะไม่รู้รายละเอียดเรื่องที่พี่ชายข่มขืน แต่รู้ว่าตนต้องกลายเป็นคนไร้บ้านและถูกกระทำ ซึ่งที่ผ่านมาตนเคยส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือและคำปรึกษาไปแล้วแต่กลับเงียบหาย ดังนั้น หลังจากนี้ตนจะไม่เชื่อสัญญาณที่จินตนาการไปเอง แต่ต้องการเห็น “การกระทำ” ที่เป็นรูปธรรมมากกว่า
นอกจากนี้ "ทราย" ยังได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ตนมี “เทปบันทึกเสียง” ในอดีต ซึ่งเป็นเหตุการณ์ตอนที่ตนเคยเข้าไปนั่งในห้องประชุมร่วมกับกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของตระกูล ในวันที่พวกเขากำลังร่วมกันตัดสินว่า “ชีวิตและความลับของทรายมีค่าเท่าไหร่” โดย "ทราย" ย้ำว่า หากหลังจากนี้จะต้องมีการประชุมกับคนในตระกูลอีกครั้ง อยากให้พูดกันด้วยหลักมนุษยธรรมและการเยียวยาที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่มาตีมูลค่าความเป็นคน
สำหรับเป้าหมายหลังจากนี้ "ทราย สก๊อต" ยืนยันหนักแน่นว่า ต้องการเห็นเรื่องนี้จบลงโดยเร็วที่สุดเพื่อนำความจริงมาตั้งบรรทัดฐานใหม่ให้กับเหยื่อและเด็กอีกหลาย ๆ คนที่อาจจะกำลังเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกัน ให้กล้าลุกขึ้นมาสู้เพื่อความถูกต้อง และเมื่อเรื่องราวดังกล่าวสิ้นสุดลง ตนจะขอถอนตัวจากเรื่องราวดราม่าน้ำเน่าเหล่านี้ เพื่อกลับไปอุทิศตนทำงานขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมในฐานะ “นักอนุรักษ์” ซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงต่อไป
Advertisement