
เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ผ่านมา (9 มิถุนายน 2569) พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รอง ผกก.สส. ภ.จว.นครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.ท.สงกรานต์ เตชะณรงค์ รอง ผกก.สส. ภ.จว.นครราชสีมา, พ.ต.ท.สมพร ทองประดับ สว.สส.กก.สส.3 บก.สส.ภ.3 และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายเครือข่ายผู้ต้องหาลักตัดสายไฟจากเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
โดยจุดแรก เข้าตรวจค้นบ้านพักเอื้ออาทรแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.นากลาง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา พบตัว นายธนาวุฒิ หรือ “โย่ง” ชาวจังหวัดศรีสะเกษ ภายในบ้านพบเศษสายไฟจำนวนมาก รวมทั้ง อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้สำหรับตัดสายไฟ และยังตรวจพบยาบ้า 5 เม็ด กับอุปกรณ์การเสพยาเสพติดจึงยึดไว้เป็นหลักฐานและควบคุมตัวดำเนินคดี
จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้ตระเวนลักตัดสายไฟจากเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือของเครือข่ายทรูมูฟเอช ในหลายพื้นที่ โดยก่อเหตุต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบันรวมแล้วกว่า 70 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อระบบสื่อสารและสร้างความเสียหาย เป็นมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท
ภายหลังการตรวจค้นบ้านพัก เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลเข้าตรวจค้นร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่งริมถนนมิตรภาพในพื้นที่ ต.สูงเนิน อ.สูงเนิน หลังพบหลักฐานเส้นทางการเงินและการโอนเงิน เชื่อมโยงกับผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจน โดยพบว่า ร้านดังกล่าวรับซื้อทองแดงที่ถูกปอกจากสายไฟก่อนส่งจำหน่ายต่อไปยังพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องตามหมายจับมาสอบสวนเพิ่มเติม
ด้าน พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายเกี่ยวกับการลักตัดสายไฟเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก จนกระทบต่อการให้บริการด้านการสื่อสารของประชาชน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการและผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมเสนอศาลออกหมายจับผู้ประกอบการหรือบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดฐานรับของโจร”
ทั้งนี้ พ.ต.ท.วิชานนท์ ฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการร้านรับซื้อของเก่าทุกแห่ง ให้ตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินที่นำมาจำหน่ายอย่างละเอียด โดยเฉพาะทองแดง สายไฟหรือวัสดุที่มีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม หากพบพฤติการณ์ผิดปกติควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันการตกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด
โดยกรณีนี้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ประกอบการร้านรับซื้อของเก่าน่าจะทราบถึงที่มาของทรัพย์สินที่รับซื้ออยู่แล้ว จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด
Advertisement