
ประเด็นร้อนไปทั่วโลกโซเชียล จากกรณีหนุ่มนักธุรกิจวัย 30 ปี ของมาเรียกร้องความเป็นธรรม ถูกหมอดูชื่อดังใน จ.ภาคเหนือ ทำอนาจารขออมของลับ เพื่อทำพิธีแก้กรรม ก่อนจะมีคนโยงไปยัง "อ.ดังภาคเหนือ" ผู้เชี่ยวชาญด้าน นิมิตกรรม และเคยช่วยเหลือนักแสดงดังผู้ล่วงลับ "เมฆ วินัย ไกรบุตร" ที่เผชิญกับอาการป่วยเรื้อรัง ซึ่งทำให้สังคมหันมาสนใจแนวทางการระลึกชาติและการอโหสิกรรมของท่าน
วันนี้ (08 พฤษภาคม 2569) ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีได้เดินทางมาพูดคุยกับ "เอ๋ อรชัญญาช์" ภรรยา "เมฆ วินัย" เผยว่า รู้สึกตกใจกับข่าวที่เกิดขึ้น และได้ติดตามข้อมูลจากรายการต่าง ๆ มาโดยตลอด ในฐานะคนกลาง ตนเข้าใจการทำหน้าที่ของสื่อที่ต้องยืนอยู่ข้างผู้เสียหาย และขอแสดงความเสียใจหากเหตุการณ์ตามข่าวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง ในส่วนที่ตนเองไม่ได้เห็นหรือสัมผัสด้วยตนเองนั้น ก็ขออนุญาตไม่แสดงความคิดเห็นก้าวล่วง
ส่วนดรามาที่ลามไปถึง "หนุ่ม คงกะพัน" เผยว่า ได้โทรศัพท์ไปให้กำลังใจแล้ว เจตนาที่แท้จริงของเขาคือความต้องการช่วยเพื่อนรักที่ขณะนั้นกำลังตกอยู่ในสภาวะลำบากและเจ็บป่วยหนักเท่านั้น โดยการรักษาทุกอย่างได้ผ่านการปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันจากโรงพยาบาลจุฬาฯ อยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ขัดต่อการรักษาหลัก
สาเหตุที่ครอบครัวมีความเชื่อในตัว อ.ดังภาคเหนือ เนื่องจากพบข้อมูลที่น่าเหลือเชื่อจากการสืบค้นรายชื่อเจ้ากรรมนายเวรตามนิมิต ซึ่งหลายรายชื่อไม่มีในทะเบียนราษฎร์ปัจจุบัน แต่กลับมีตัวตนจริงในพื้นที่เมื่อหลายสิบปีก่อน การได้ไปขออโหสิกรรมตามความเชื่อนี้ ส่งผลทางจิตวิทยาทำให้ "เมฆ วินัย" มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นและบรรเทาความทุกข์ทรมานจากอาการคันและแผลตุ่มน้ำพองจนสามารถนอนหลับได้ในตอนนั้น
ถามถึงการไปเข้าพบ อ.ดังภาคเหนือ ตอนนั้น ตนยืนยันว่า มีความโปร่งใส มีพยานและทีมงานอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา ไม่เคยมีการเข้าพบแบบลับหลังหรือลึกลับตามที่เป็นข่าว อีกทั้งสิ่งที่อาจารย์แนะนำมีเพียงการทำบุญไหว้พระตามวิถีพุทธปกติเท่านั้น
สำหรับตนเองยังคงมีความเชื่อในเรื่องนิมิตรายชื่อ แต่ในส่วนของพฤติกรรมส่วนตัวหรือข้อกฎหมายอื่น ๆ ที่เป็นข่าวอยู่นั้น ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมฝากถึงผู้ชมให้เสพข่าวอย่างมีวิจารณญาณ โดยย้ำว่าทุกคลิปที่นำเสนอไปนั้นมีการระบุชัดเจนว่า เป็นความเชื่อส่วนบุคคลและต้องรักษาควบคู่ไปกับแพทย์แผนปัจจุบันเสมอ
หลังจากที่ เมฆ วินัย จากไป เมื่อปีที่ผ่านมาพี่สาวป่วยเป็นโรคไตและอาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ จนมีสภาวะน้ำท่วมปอด ต้องถูกส่งตัวเข้าห้อง ICU เป็นการด่วน ซึ่งในช่วงเวลานั้นร่างกายของพี่สาวอ่อนแอมาก น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่น่าตกใจคือคณะแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนของอาการที่ทรุดลงในตอนนั้นได้ ทำให้ครอบครัวเริ่มมองหาที่พึ่งสุดท้ายเพื่อยื้อชีวิตคนในครอบครัว
จากประสบการณ์ที่เคยรักษาสามีมาก่อน ทำให้ตัดสินใจติดต่อไปหา อ.ดังภาคเหนือ โดยครั้งนี้เป็นการทำเพื่อพี่สาว ซึ่งกระบวนการมีความคล้ายคลึงกับที่สามีเคยทำ คือการพึ่งบุญบารมีและทำตามคำแนะนำทางความเชื่อ เช่น การซ่อมแซมพระพุทธรูป การกวาดลานวัด การถวายเหล็กเส้นและสิ่งของต่าง ๆ ให้กับวัด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชาวพุทธทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว และไม่ได้เสียหายอะไร
หลังจากการเดินสายทำบุญและปฏิบัติตามคำแนะนำ ผลลัพธ์ที่ได้กลับสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน เมื่ออาการของพี่สาวเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทิศทางการรักษาเป็นไปในทางที่ดีจนคณะแพทย์ยังระบุสาเหตุของการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วนี้ไม่ได้ ซึ่งนี่คือความสุขและความสบายใจที่เงินก็ซื้อไม่ได้ในยามที่หมดหวัง
เรื่องของกระแสวิจารณ์ถึงความงมงาย ตนมองว่า ใครไม่เชื่อจะมองว่างมงายก็ไม่เป็นไร เพราะตนเองน้อมรับทุกความเห็น แต่สิ่งที่ทำไปนั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และสำหรับคนที่เคยผ่านความเจ็บปวดหรือเห็นคนรักอยู่ในสภาวะวิกฤตจะเข้าใจดีว่า อะไรที่เป็นที่พึ่งทางใจได้เราก็พร้อมจะทำอย่างเต็มที่
Advertisement