
กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนโซเชียล กรณี "คริสติน กุลสตรี มิชารัลสกี้" นางแบบ และนางเอกซีรีส์ยูริได้ออกมาเผยประสบการณ์ขณะถูกชายรายหนึ่งแอบอ้างเป็นกู้ภัยฉวยโอกาสล่วงละเมิดทางเพศ
วันนี้ (1 เมษายน 2569) ได้เดินทางมาที่ สน.คลองตัน เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม และนำหลักฐานที่อยู่ในวันเกิดเหตุนั่นก็คือชุดนอนมามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากตรวจร่างกายที่นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ
ต่อมา เวลาประมาณ 15.30 น. หลังจากให้ปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมง "คริสติน กุลสตรี" ดาราสาวพร้อมด้วย พลตำรวจตรีวิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว เผยไทม์ไลน์ขณะเกิดเหตุ
คริสติน เปิดใจเป็นครั้งแรก โดยในบางช่วงถึงกับน้ำตาคลอ และน้ำเสียงสั่นเครือว่า รายละเอียดทุกอย่างเธอได้เล่าไปหมดแล้ว ไทม์ไลน์เป็นไปตามที่เธอได้ชี้แจงไปในไอจีส่วนตัว แต่เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด วันนี้ก็ขอชี้แจงและยืนยันเพิ่มเติมว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาล แต่เกิดขึ้นในห้องพักของเธอเอง และคนที่เข้ามาช่วยเหลือเธอเป็นคนแรก ก็ทราบแล้วว่าเป็น อดีตอาสากู้ภัย แต่ขอยังไม่แจ้งว่าเป็นพื้นที่ไหน แต่เชื่อว่าปัจจุบันเขาก็ยังมีเครือข่ายกู้ภัยอยู่
โดยช่วงเวลาเกิดเหตุ เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่เกิดเหตุเพียง 5 นาที เป็นช่วงที่ลุงโกวิทย์ รปภ. ผู้ซึ่งเป็นทุกอย่างของคอนโด ได้ลงไปเปิดประตูให้กับตำรวจ ถ้าเขาทำได้ขนาดนี้ ก็เชื่อว่ามันน่าจะไม่ใช่ครั้งแรก เพราะยืนยันว่าตอนนั้นเธอมีสติครบถ้วนทุกอย่าง
"หนูอยู่คอนโดนี้มาตั้งแต่ปี 2563 นี่ไม่ใช่เรียกกู้ภัยครั้งแรก และลุงโกวิทย์ ก็จะช่วยหนูอยู่ตลอด เพราะรู้ว่าหนูป่วย ไม่เคยทิ้งหนูไปสักนาทีเดียว ลุงเขาอยู่กับหนูจนกว่าเรื่องจะจบ คนที่เขากระทำหนู เมื่อมาถึงเขาก็บอกว่าเป็นกู้ภัย มันไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น"
ส่วนคำถามที่สังคมถามว่าในเมื่อรู้สึกตัวทุกอย่าง ทำไมถึงไม่ทำอะไร "คริสติน" บอกว่า เธอทานยาเข้าไปเกินขนาด ถ้าคนที่มีอาการโรคซึมเศร้าหรือแพนิคก็จะเข้าใจ และวันนั้นเธอก็ทานยาแก้แพ้เข้าไปด้วย มันหลายอย่างผสมกัน สติเธอมันก็เลยไม่ครบถ้วนด้วยฤทธิ์ยา และทำให้เธอไม่ได้เต็มร้อยกับร่างกายขนาดนั้น ร่างกายมันพร้อมที่จะหลับตลอด เขาฉวยโอกาสเพียงแค่เวลาสั้นๆ
"อยากขอบคุณตัวเอง แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองโชคดีขนาดนั้น แต่ตัวเองก็โชคดีมากพอ ที่เขาทำได้แค่นั้น ขอยืนยันว่าเขาไม่ได้มีการสอดใส่ แต่ถามว่ารุนแรงมากแค่ไหน การที่เราโดนจับถอดเสื้อผ้า โดยที่เราอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ยินยอม และคนที่กระทำเป็นใครก็ไม่รู้ ที่ไม่ได้รู้จักกัน แค่นี้มันก็แย่มากพอแล้ว มันไม่ต้องลงไปถึงเขาจับส่วนไหนของเรา แล้วเรารู้สึกเจ็บที่สุด มันไม่ต้องถึงขั้นนั้น การที่หนูอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติเลย และยังต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ แต่สิ่งที่เราได้กลับมา เรากลับถูกจับให้เปลืXย มันก็มากพอแล้ว แต่ถามว่าโดนมากกว่านั้นไหม มันก็มีที่เขาใช้มือลูบคลำในหลายๆ ส่วนของร่างกาย หนูรู้ว่าหนูสู้ไม่ได้ หนูก็เลยพยายามรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด"
คริสติน ยังยืนยันว่า "เขาไม่ได้ปั๊มหัวใจ เพื่อช่วยชีวิต และการถ่ายรูป เธอขอไม่ยืนยันว่ามีการถ่ายหรือไม่ เพราะไม่ได้อยากปรักปรำใคร สิ่งที่เห็นแม้ไม่มีเสียงชัตเตอร์หรือแฟลตออกมา แต่ด้วยการที่จับเธอถอดกางเกง และการที่เขาเปิดอวัยวะเพศเราออกมา แล้วเอากล้องโทรศัพท์ไปจ่อแบบนั้น ก็ตีความไปก่อนได้ว่าเป็นการถ่ายภาพ เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าจะมีอย่างอื่นหรือเหตุผลอะไรที่เขาต้องไปเจาะบริเวณนั้น"
"หนูอยากลุกขึ้นมาสู้ แต่หนูก็ทำไม่ได้ แม้กระทั่งการที่ตำรวจมาแล้ว และยืนอยู่ตรงนั้นด้วย เราก็อยากจะพูด แต่ด้วยสภาพร่างกาย ก็อยู่ในสภาวะที่ทานยาตามแพทย์สั่ง เป็นโรคซึมเศร้าและแพนิค วันนั้นมีอาการแพ้อากาศด้วย จึงได้ทานยาแก้แพ้เข้าไปเพิ่ม ทำให้เราโอเวอร์โดส มันซึมทั้งสองตัว หนูกลัวมาก จังหวะที่เขาทำเหมือนจะเดินไปปิดประตู ตอนนั้นมันก็คิดภาพแล้วว่าเราจะลุกขึ้นมาสู้ได้อย่างไร ถ้ามันถึงขั้นนั้น ถ้าจะต้องโดนคนๆ นึงข่มXนในวันที่หนูต้องการขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ หนูก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ตอนนั้นหนูได้แต่สวดมนต์ให้ใครก็ได้รีบขึ้นมา ไม่อยากให้มันเลยเถิดมากไปกว่านี้"
คริสติน ยืนยันว่า "เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้อยากให้เหมาว่ากู้ภัยไม่ดี และเธอก็เห็นใจคนทำงาน ตั้งใจช่วยเหลือสังคมและประชาชน เพราะเชื่อว่ากู้ภัยดีๆ คนอื่นก็มี แต่อยากฝากคนที่มีอาการฉุกเฉินแบบนี้แล้วอยู่คนเดียว อย่างน้อยก่อนที่จะปล่อยให้ใครเข้ามาในห้อง ขอให้ตรวจสอบดูบัตรหรืออะไรก็ได้เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนก่อน พอเธอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้สึกว่ามันเสียหายทุกอย่าง โดยเฉพาะสภาพจิตใจของเธอ รวมไปถึงอาชีพเขาก็เสียหาย
ขอบคุณตำรวจที่ให้ความร่วมมือ ตัวเองเบาใจขึ้น โล่งใจหน่อย แต่เวลานอนก็ยังหวาดระแวงอยู่ ยอมรับว่ากระบวนการวันนี้ละเอียดมาก และอยากให้จับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มันไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับใคร เพราะฉะนั้นแล้ว ยิ่งได้ตัวคนร้ายมาดำเนินคดี ก็จะดีต่อทุกคน ต่อสังคม และต่อทุกอย่าง รวมไปถึงใจเราด้วย"
คริสติน ยืนยันว่า "ไม่ได้ทะเลาะกับเพื่อนกับการออกมาแจ้งความในวันนี้ เพียงแค่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพื่อนเองเขาก็เป็นห่วงอยากจะให้พักผ่อนก่อน แต่ตนเองใจร้อนและอยากแจ้งความเลยหลังจากออกจากโรงพยาบาล จึงมีปากเสียงกัน"
Advertisement